การถือครองอาคารชุดของคนต่างด้าว โดย รัชนี วัฒนวิศิษฐ์พร
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าร่างพ.ร.บ.อาคารชุดฉบับใหม่นี้จะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดในเมื่อกฎหมายฉบับเดิมซึ่งให้กรรมสิทธิ์ในการ ถือครองอาคารชุดแก่ต่างชาติถึงร้อยละ 40 ยังไม่เห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร การเพิ่มสัดส่วนการถือครองเป็นร้อยละ 49 จะแก้ปัญหาได้จริงหรือ จากสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้าในปัจจุบันจนหลายประเทศเร่าร้อนไปตามๆกัน ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคแถบร้อนอย่างไทยก็ยิ่งเพิ่มดีกรี ความร้อนเข้าไปอีกเป็นทวีคูณ เพราะปัญหามากมายผุดขึ้นไล่บี้กันไปคล้ายงูกินหาง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางด้านการเงิน ปัญหาคนตกงาน และอื่นๆซึ่งส่งผลกระทบไม่น้อยต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ หลากหลายมาตรการและนโยบายจึงออกมาด้วยความเพียรพยายาม อย่างยิ่งยวดของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูให้จักรกลต่างๆเดินหน้าต่อไปได้ การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศดูเหมือนจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับประเทศที่เกือบจะล้มทั้งยืนอย่างกลุ่มประเทศในแถบเอเซีย
มาตรการหนึ่งที่ประเทศเหล่านี้นำมาใช้เพื่อยืดอายุของตัวเองคือการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมบริษัท
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ต่างชาติคำนึงถึงอยู่ไม่น้อยคือ
ที่อยู่อาศัยของพวกเขาไม่ว่าจะด้วยการเช่า หรือซื้อจะมุ่งเน้นไปที่อาคารห้องชุด
อย่างไรก็ตามต่างชาติส่วนมากใช้วิธีหลบเลี่ยงให้คนไทยออกหน้าอาศัยชื่อและสัญชาติซื้อแทนหรือเรียกว่านายหน้าหรือตัวแทน บ้างก็อาศัยแต่งงานกับชายไทยหรือหญิงไทยเพื่อแอบอ้างการใช้สิทธิ ในที่นี้อยากหยิบยกปัญหาในเรื่องของการซื้อห้องชุด
(คอนโดมีเนียม) เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของคนต่างด้าว โดยจะชี้ให้เห็นว่า
ตามพระราชบัญญัติอาคารชุดฉบับที่
2 พ.ศ. 2534 ได้ให้สิทธิคนต่างด้าวในการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดไว้ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
ประการที่สอง พ.ร.บ. อาคารชุด (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 นี้ได้กล่าวถึง "สัดส่วนในการถือกรรมสิทธิ์" โดยกฎหมายยินยอมให้บุคคลและหรือนิติบุคคลต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ไม่เกินร้อยละ 40 ของพื้นที่ของห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดนั้น ประการที่สาม กล่าวถึงหลักฐานที่ต้องแสดงในวันโอน โดยแตกต่างกันไปแล้วแต่ประเภทการเข้ามาของต่างด้าวหรือนิติบุคคลนั้นๆ การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในพ.ร.บ.อาคารชุด
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 19 ว่าด้วยการให้สิทธิคนต่างด้าวซื้ออาคารชุดได้นั้น
ก็เคยทำให้มีคนแสดงความเป็นห่วงหรือเป็นกังวลว่าคนต่างด้าวจะอาศัยเงื่อนไขกฎหมายอาคารชุดฉบับดังกล่าวในการเข้ามาซื้อห้องชุด
จะเห็นได้ว่าการที่กฎหมายจำกัดจำนวนพื้นที่ให้คนต่างด้าวสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ไม่เกินร้อยละ
40 ทำให้เมื่อมองในแง่ของการประกอบธุรกิจเก็งกำไรห้องชุดที่คนต่างด้าวอาจจะแอบแฝงเข้ามานั้น
ดูแล้วไม่คุ้มกับเม็ดเงินที่จะลงทุนซึ่งหากจะมีการลงทุนในรูปแบบนี้แล้ว คนต่างด้าวสู้นำเงินมาซื้อที่ดินแล้วปลูกสร้างทำอาคารชุดขายเองดูจะคุ้มกว่า
การที่นำเงินมาซื้อห้องชุดที่สร้างเสร็จแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากมีการจดทะเบียนเลิกอาคารชุดแล้ว
กฎหมายอาคารชุดกำหนดให้ใส่ชื่อของเจ้าของห้องชุดทุกห้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในโฉนดที่ดินแปลงที่สร้างอาคารชุดนั้น
โดยกำหนดให้ การถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินของผู้ซื้อห้องชุดทุกรายทั้งคนต่างด้าวและคนไทยต้องนำมาถัวเฉลี่ยตามอัตราส่วนที่แต่ละคนจะได้
ทำให้คนต่างด้าวได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่มากนักซึ่งดูแล้วไม่คุ้มกับเม็ดเงินที่เขาจะนำเข้ามาลงทุนในการซื้อห้องชุดโดยมีวัตถุประสงค์
ประการที่สองเงื่อนไขเวลา การที่คนต่างด้าวและนิติบุคคลต่างด้าวได้รับสิทธิให้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดได้ เนื่องจากเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 19(1) ถึง (5) ของกฎหมายอาคารชุด ดังนั้นถ้าเงื่อนไขดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปสิทธิของคนต่างด้าวที่จะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดนั้น ก็ต้องหมดไปด้วย คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลต่างด้าวจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าตนหมดสิทธิที่จะถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดต่อไปแล้วภายใน
จะเห็นได้ว่าเมื่อคนต่างด้าวหมดสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดแล้ว กฎหมายได้บังคับให้ต้องจำหน่ายห้องชุดนั้นภายในเวลา 1 ปี ทำให้คนต่างด้าวจะดื้อแพ่งถือกรรมสิทธิ์ห้องชุดโดยไม่ขายก็คงทำไม่ได้ และหากจะขายห้องชุดในลักษณะของการเก็งกำไร ก็ทำได้ยากอีกเช่นกันเนื่องจากมีเงื่อนไขของเวลาเป็นตัวบังคับ ซึ่งหลังจากที่กฎหมายอาคารชุด (ฉบับที่2) พ.ศ.2534 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2534 เป็นต้นมาก็ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบ ความสำเร็จ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าที่ควร รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้จึงได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายอาคารชุดฉบับใหม่ โดยมีความมุ่งหวังที่จะใช้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดึงดูดให้คนต่างด้าวเข้ามาซื้ออาคารชุด เพื่อแก้ไขปัญหาอาคารชุดล้นตลาดให้หมดไป ซึ่งหากวัตถุประสงค์ดังกล่าวบรรลุผลจะทำให้ผู้ประกอบการอาคารชุดสามารถฟื้นตัวได้ สำหรับกฎหมายอาคารชุดที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลนั้น สาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้คนต่างด้าวหรือนิติบุคคลต่างด้าว สามารถถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 49 ของเนื้อที่อาคารชุดทั้งหมด และให้ถือกรรมสิทธิ์ได้เกินร้อยละ 49 สำหรับอาคารชุดที่ตั้งอยู่ในเขตราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีที่ดินที่ตั้งอาคารชุดรวมกับที่ดินที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันไม่เกิน 5 ไร่ อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายอาคารชุดแล้ว
เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าร่างพ.ร.บ.อาคารชุดฉบับใหม่นี้ จะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดในเมื่อกฎหมายฉบับเดิมซึ่งให้กรรมสิทธิ์ในการถือครอง
ผู้มีสิทธิถือครอง กรรมสิทธิ์ หลักฐานที่ต้องแสดงในวันโอน
|