การพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
เพื่อเพิ่มผลผลิตและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมโรงงาน

          ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมรวมถึง นโยบาย การวางแผน ความรับผิดชอบ การปฏิบัติตามขั้นตอน และกระบวนการ ทรัพยากรสำหรับจัดทำ การปฏิบัติให้บรรลุผล การติดตามตรวจประเมิน และการทบทวนเพื่อให้เกิดการปรับปรุงระบบการจัดการให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งใช้ได้กับโรงงานอุตสาหกรรมทุกขนาด

          ฉะนั้นในทุกหน่วยปัจจัยของการผลิตหากสามารถจัดการให้ของเสียลดลงเหลือน้อยที่สุด ก็จะได้ผลิตภัณฑ์ของผลผลิตเพิ่มขึ้นมากที่สุด และถ้าสามารถจัดการให้ไม่มีผลเสียเหลืออยู่เลย ผลผลิตที่ได้ทั้งหมดก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่สูงสุด
บทความนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารเผยแพร่ฉบับย่อ อันเนื่องมาจากการศึกษาวิเคราะห์ มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ( มอก. 14001 ) และตัวอย่างการดำเนินงานของโรงงาน อุตสากรรมที่จัดทำระบบดังกล่าว โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจในภาพรวมของสาระสำคัญทั้งระบบ แล้วจึงมาจัดเป็นขั้นตอนการพัฒนาออกเป็น 5 ขั้นตอนจากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดที่ได้ใบรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางสำหรับการจัดทำและพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงาน ซึ่งใช้ได้กับโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภทและทุกขนาด อีกทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เป็นแนวทางการกำกับดูแลโรงงาน และให้คำปรึกษาแนะนำผู้ประกอบกิจการโรงงาน สำหรับการสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมด้านนี้
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในข้อกำหนดต่าง ๆ ซึ่งมีสาระสำคัญอันเกี่ยวกับ การกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม การวางแผน การปฏิบัติและดำเนินการ การตรวจและแก้ไข รวมทั้งการพิจารณาทบทวนโดยผู้บริหารโดยสังเขป อันเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงาน ดังต่อไปนี้
การกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม
การกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อมขององค์กร หมายถึง แถลงการณ์ขององค์กรถึงความตั้งใจและหลักการที่เกี่ยวกับผลการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นกรอบสำหรับการกระทำและการจัดตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายสิ่งแวดล้อม
นโยบายจะเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกในการปฏิบัติ เพื่อให้สามารถรักษาและปรับปรุงผลงานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องสอดคล้องกับกฎหมาย ต้องสอดคล้องกับนโยบายอื่น ๆ ขององค์กร และระบุถึงความตั้งใจมุ่งมั่นของผู้บริหารระดับสูง ในอันที่จะปฏิบัติตามกฎหมายและปรับปรุงระบบให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในด้านการป้องกันมลพิษ ลดมลพิษ หรือควบคุมมลพิษ โดยมีการทำบันทึกไว้ นำไปปฏิบัติ ทำการบำบัดรักษาและทบทวนเป็นระยะ ๆ นโยบายต้องชัดเจนง่ายต่อการทำความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์และข้อมูลใหม่อยู่เสมอ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
โรงงาน ฯ มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และจะพัฒนาการทำงานทุกขั้นตอนให้ดีขึ้นตามลำดับเพื่ออนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม ดังนี้
    1. จัดตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันมลพิษ ลด และขจัดมลพิษ
    2. ป้องกันการแพร่กระจายของมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมทางด้านน้ำ อากาศ และดิน เสียงและความสั่นสะเทือน ด้วยการจัดการของเสียอย่างถูกสุขลักษณะตามมาตรฐานทางกฎหมาย และมีแผนสำรองการปฏิบัติในภาวะฉุกเฉินเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    3. จัดการฝึกอบรมพนักงานทั้งหมดของโรงงานให้มีจิตสำนึกและความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และจัดให้มีการเผยแพร่ด้านข้อมูลข่าวสารอันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    4. ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และข้อกำหนดทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
    5. ทบทวนวัตถุประสงค์และเป้าหมายเป็นระยะ ๆ เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
    6. สนับสนุนส่งเสริมและให้ความร่วมมือกับสาธารณชนที่สนใจในกิจกรรมด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมของโรงงาน ฯ
การวางแผน
การวางแผนเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในระบบจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงาน เพราะเป็นกลไกที่จะต้องนำเอาแผนนั้นมาถือปฏิบัติให้บรรลุผลด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดของระบบ และตามนโยบายสิ่งแวดล้อมซึ่งกำหนดโดยผู้บริหารระดับสูง การวางแผนแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อใหญ่ คือ การระบุลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม (Environmental Aspects) ความต้องการตามกฎหมาย วัตถุประสงค์และเป้าหมาย และแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม
  1. การระบุลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม หมายถึง การระบุสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันเกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ตัวอย่าง เช่น การระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน การระบายอากาศเสีย ขยะหรือวัสดุกากของเสีย ฯลฯ
    วิธีหาลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมอาจทำได้ ดังนี้
    1. หาจากสมการความสมดุลของวัตถุ (Mass Balance) หมายถึงการหาข้อมูลเชิงปริมาณโดยหาค่าประมาณการระหว่างทรัพยากรที่ใช้ในกระบวนการผลิต (น้ำใช้ วัตถุดิบ สารเคมี พลังงาน ฯลฯ) กับ ผลผลิต (ผลิตภัณฑ์ และของเสียชนิด ต่าง ๆ)
    2. หาจากการระบายหรือทิ้งของเสีย (Disposal) หมายถึงการคิดย้อนกลับโดยเริ่มจากการทิ้งผลิตภัณฑ์ การใช้ การขนส่ง กระบวนการผลิต วัตถุดิบ เพื่อหาต้นตอของปัจจัยสิ่งแวดล้อมนั้น ฯลฯ

    การจัดลำดับความสำคัญของลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม จัดได้จากการเรียงลำดับผลกระทบตามจริงหรือผลกระทบที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในแง่มุมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ขนาดของผลกระทบ ความรุนแรงของผลกระทบ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ความยาวนานของผลกระทบ ความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย ความยากง่ายของการเปลี่ยนแปลงผลกระทบ ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงงาน ฯ
  2. ความต้องการตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง (Legal and Other Requirements) หมายถึงการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติ (Procedure) การระบุ (Identify) การเข้าถึง (Access) และทำความเข้าใจกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมของกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของโรงงาน ฯ นั้น ๆ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้
    1. รวบรวมกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม
    2. จำแนกกฎหมายและข้อกำหนดดังกล่าวตามความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน
    3. ทำความเข้าใจ
    4. ทบทวนเป็นระยะ ๆ และปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
  3. วัตถุประสงค์และเป้าหมาย โรงงาน ฯ ต้องกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายเป็นลาย ลักษณ์อักษร ซึ่งต้องสอดคล้องกับนโยบาย กฎหมาย และลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่มีนัยสำคัญ และทบทวนเป็นระยะ ๆ ในที่นี้ วัตถุประสงค์ หมายถึงผลประสงค์ด้าน สิ่งแวดล้อมโดยรวม อันเกิดจากนโยบายสิ่งแวดล้อมและสามารถวัดผลได้ เป้าหมาย หมายถึงรายละเอียดของวัตถุประสงค์ในระยะเวลาที่กำหนดไว้
    สิ่งที่นำมาพิจารณาในการจัดทำวัตถุประสงค์และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม คำนึง ถึง นโยบายสิ่งแวดล้อม กฎหมายและข้อกำหนดต่าง ๆ ลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ สำคัญ เทคโนโลยีที่มีอยู่ปัจจุบัน เงินและงบประมาณ ความคิดเห็นของผู้ถือหุ้น
    เป้าหมายที่กำหนด ควรประกอบด้วยองค์ประกอบย่อย ๆ ดังนี้ ชัดเจนเฉพาะ เจาะจง วัดผลได้ บรรลุได้ สัมพันธ์กับนโยบาย (Relevant) และมีกรอบเวลา ดังตัว อย่าง
    วัตถุประสงค์: ลดปริมาณฝุ่นที่เกิดจากการกองเก็บหินทรายในโรงงาน
    เป้าหมาย: ปริมาณฝุ่นทุกขนาดในบริเวณโรงงานไม่เกิน 10 มก./ลบ.ม.
  4. การวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม หมายถึงการจัดทำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนด โดยมีการมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละระดับขององค์กร ซึ่งมีการระบุวิธีการและระยะเวลาในการดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จ มีการติดตามและปรับปรุงแผนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อใดก็ตามที่มีโครงการใหม่ หรือโครงการปรับปรุงใหม่ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ จะต้องปรับปรุงแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมในส่วนที่เกี่ยวข้อง ให้ครอบคลุมโครงการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
    1. จัดทำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ
      • รวบรวมรายละเอียดและข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่จะส่งผลต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมาย เช่น มีสาเหตุมาจากอะไร ใครเกี่ยวข้องบ้าง
      • กำหนดวิธีการดำเนินงานที่จะให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายนั้น
      • กำหนดเวลาแล้วเสร็จของแผนงานและระยะเวลาในการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน
      • กำหนดผู้รับผิดชอบโดยรวม และผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน
      • จัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็นในการใช้ เช่น อุปกรณ์ งบประมาณ บุคลากร
      • เมื่อจัดทำแผนงานแล้วเสร็จให้มีการอนุมัติโดยผู้มีอำนาจแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม อาจเป็นการปรับปรุงอุปกรณ์เดิม การลงทุนอุปกรณ์ใหม่ หรือการปรับปรุงวิธีการทำงานใด ๆ ก็ได้ที่ส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ ในกรณีที่มีวัตถุประสงค์หลายเรื่อง ให้จัดลำดับความสำคัญของแผนงาน โดยพิจารณาจากความจำเป็นเร่งด่วนและทรัพยากรที่มีอยู่ด้วย
    2. ดำเนินงานตามแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม กระจายบันทึกและชี้แจงแผนงานที่จัด ไว้ให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบและมีความเข้าใจตรงกัน
    3. ติดตามการดำเนินงานตามแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม ผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้น ตอนย่อยและผู้รับผิดชอบแผนงานรวมติดตามผลการดำเนินงานตามแผนงาน โดย มีข้อพิจารณา ดังนี้
      • กำหนดการตรวจติดตาม ความคืบหน้าของแผนงาน
      • สรุปความคืบหน้าของผลการดำเนินงานเทียบกับแผน
    4. ทบทวนและปรับปรุงแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม ดังนี้
      • เมื่อพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนงาน เช่น ล่าช้า ผลที่ได้ไม่เป็นไปตามกำหนด ให้วิเคราะห์หาสาเหตุแล้วกำหนดมาตรการแก้ไข เพื่อนำมา ทบทวนและปรับปรุงแผน
      • แผนการในอนาคต หากมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงกิจกรรม จะต้องทบ ทวนแผนการดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องตามเหตุการณ์ที่ เปลี่ยนไปอยู่เสมอ
การปฏิบัติและดำเนินการ
          เพื่อให้มีการนำแผนงานไปใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ องค์กรต้องให้ความสำคัญต่อบุคลากร ระบบการทำงาน กลยุทธ์ ทรัพยากร และโครงสร้างขององค์กร ในองค์กรที่เริ่มใช้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสามารถทำได้เป็นขั้น ๆ โดยคำนึงถึงระดับความต้องการ จิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม ความคาดหวัง ประโยชน์ที่จะได้รับ และทรัพยากรที่มีอยู่
          องค์ประกอบในการเริ่มปฏิบัติและดำเนินการให้บรรลุผลแบ่งเป็นข้อย่อยต่าง ๆ ได้ 7 ข้อดังนี้ โครงสร้างและความรับผิดชอบ การฝึกอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกและเพิ่มประสิทธิภาพ การสื่อสารข้อมูล เอกสารการจัดการสิ่งแวดล้อม การควบคุมเอกสาร การควบคุมการดำเนินงาน และการเตรียมพร้อมเพื่อสำรองในกรณีฉุกเฉิน
    1. โครงสร้างและหน้าที่ความรับผิดชอบ จัดให้มีโครงสร้างแสดงถึงภาพรวมของสายการ บังคับบัญชา หน้าที่และความรับผิดชอบ และความสัมพันธ์ภายในโครงสร้าง โดย กำหนดให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้บริหารระดับสูงต้องแต่งตั้งผู้แทนฝ่ายจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำ มีความสามารถในการประสานงานกับผู้อื่น และมีความสามารถในการผลักดันให้การดำเนินกิจกรรมให้บรรลุผลได้ด้วยดี รวมทั้ง มีความรู้ในด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
    2. การฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึก และความสามารถ จัดทำขั้นตอนการปฏิบัติ งานด้านการฝึกอบรมสำหรับพนักงานทุกหน่วยงานและทุกระดับ จัดการฝึกอบรมและ ประเมินผลเพื่อให้แน่ใจว่าได้ผลตรงกับระดับความสามารถที่จำเป็น จัดบันทึกและจัด เก็บประวัติการฝึกอบรม/ความชำนาญ
    3. การสื่อสาร จัดทำการปฏิบัติงานสำหรับการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรตาม ขั้นตอน ดังนี้ กำหนดข้อมูลที่ต้องการสื่อสาร กำหนดกลุ่มเป้าหมายในการติดต่อสื่อ สาร กำหนดช่องทางและวิธีการสื่อสาร
      • ประเภทข้อมูลที่สื่อสาร มีหลายชนิด เช่น นโยบาย ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ความ ต้องการทางกฎหมาย การฝึกอบรม การตรวจสอบวัดผลปฏิบัติงาน การควบคุม การทำงาน
      • ลักษณะข้อมูลที่สื่อสาร เป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (ตอบ-รับได้) เป็นข้อมูลที่มี ประโยชน์ ถูกต้อง เข้าใจง่าย และมีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง อยู่ในรูปแบบ คงที่เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบทำความเข้าใจ
      • วิธีการสื่อสาร จัดได้เป็นการสื่อสารภายในองค์กร และการสื่อสารภายนอกองค์กร มีหลายวิธี เช่น การประชุมเพื่อชี้แจง-รับฟัง-และตอบข้อข้องใจ การปิดประกาศ แถลงข่าว จดหมายข่าว หนังสือเวียน ทำรายงาน ฯลฯ
    4. เอกสารการจัดการสิ่งแวดล้อม จัดทำและรักษาข้อมูลบนกระดาษหรือคอมพิวเตอร์ บรรยายถึงองค์ประกอบหลักของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ของ องค์ประกอบต่าง ๆ บ่งบอกตำแหน่งของเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนผังองค์กร วิธีควบคุมการทำงาน แผนอุบัติเหตุ กรณีฉุกเฉิน ใบอนุญาตต่างๆ เพื่อความสะดวก ในการจัดเอกสาร โดยจัดลำดับความสำคัญของเอกสารดังนี้ คู่มือ วิธีปฏิบัติงาน คำ อธิบายงาน แบบฟอร์มและการบันทึกข้อมูล
    5. การควบคุมเอกสาร จัดทำและรักษาขั้นตอนการทำงานสำหรับควบคุมเอกสารทั้ง หมดเพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถหาเอกสารได้ เอกสารได้รับการทบทวนเป็นระยะๆ มีเอกสารฉบับล่าสุดตามจุดต่าง ๆ เอกสารที่หมดอายุแล้วต้องถูกเก็บไปอย่างรวดเร็ว จากจุดต่าง ๆ ลักษณะเอกสารต้องชัดเจน มีวันที่รวมทั้งวันที่แก้ไข สามารถแจก แจงประเภทเพื่อรักษาอย่างมีระเบียบ เก็บไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด มีกำหนดขั้น ตอนการดำเนินงาน และความรับผิดชอบสำหรับการจัดทำ และแก้ไขเอกสารต่าง ๆ
    6. ควบคุมการปฏิบัติงาน จัดทำลายลักษณ์อักษรของขั้นตอนการปฏิบัติงานสำหรับการดำเนินงานที่เกี่ยวกับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม มีเกณฑ์ควบคุมในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ครอบคลุมถึงผู้ขายและผู้ให้บริการด้วย
      กิจกรรมที่นำมาพิจารณาจัดทำขั้นตอน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
      • กิจกรรมเพื่อป้องกันมลพิษและประหยัดทรัพยากรในโครงการใหม่: การเปลี่ยน กระบวนการ การจัดการทรัพยากร ทรัพย์สิน บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ใหม่
      • กิจกรรมการจัดการประจำวัน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามข้อกำหนด และเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ
      • กิจกรรมจัดการด้านกลยุทธ์ สำหรับรองรับข้อกำหนดต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมที่คาด ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต
    7. การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จัดขั้นตอนการปฏิบัติงาน สำหรับระบุ และการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน/อุบัติเหตุ และป้อง กัน/ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งมีการทบทวนและปรับปรุงขั้น ตอนการปฏิบัติงานดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่มีเหตุการฉุกเฉิน/อุบัติเหตุ เกิดขึ้นจริง รวมทั้งการฝึกซ้อมเพื่อทดสอบประสิทธิผลของขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็น ระยะ ๆ
      • การเตรียมการ คำนึงถึงของเสียที่ปล่อยสู่บรรยากาศ น้ำ ดิน ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศจากการเกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งกรณีเหตุฉุกเฉิน หรือการทำงานในระดับที่ผิดปกติด้วย
      • แผนฉุกเฉิน คำนึงถึงความรับผิดชอบและการจัดระบบตอบสนอง รายชื่อบุคคล สำคัญและบริการสาธารณะในกรณีฉุกเฉิน แผนสื่อสารภายในและภายนอก การ ปฏิบัติในกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ ข้อมูลสารอันตรายรวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและ วิธีปฏิบัติเมื่อมีการรั่วไหล และแผนฝึกซ้อมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
การตรวจสอบและแก้ไข
          การติดตามผล ตรวจวัดค่า และประเมินผล รวมทั้งการแก้ไข เป็นกิจกรรมสำคัญของระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วย การติดตามผลและตรวจวัดค่า การแก้ไขและป้องกันการไม่เป็นไปตามข้อกำหนด บันทึกข้อมูล และการตรวจประเมินระบบ ฯ
การทบทวนโดยผู้บริหาร
          ผู้บริหารระดับสูงจะต้องทบทวนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อให้ระบบ ฯ มีความเหมาะสม เพียงพอ และมีประสิทธิผลอย่างต่อเนื่องโดยมีขั้นตอน ดังนี้ กำหนดองค์ประชุมของการทบทวนโดยผู้บริหาร กำหนดความถี่ เตรียมการประชุม ดำเนินการประชุม บันทึกผลการประชุม ติดตามผลการประชุม
    1. กำหนดองค์ประชุมของการทบทวน กำหนดคณะบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับบริหาร ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจในการปรับปรุงแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการสิ่ง แวดล้อม คณะบุคคลดังกล่าวควรมีผู้แทนระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (EMR) เป็น เลขานุการ และผู้บริหารสูงสุดทำหน้าที่เป็นประธาน
    2. กำหนดความถี่ในการประชุม ซึ่งอาจเป็นเดือนละครั้งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ ละองค์กร ทั้งนี้ในช่วงที่เริ่มนำระบบมาใช้ควรจัดให้มีการประชุมบ่อยครั้ง เนื่องจาก ในช่วงแรกระบบยังไม่เข้าที่จึงอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
    3. เตรียมการประชุม ซึ่งประกอบด้วย กำหนดวาระการประชุม การเชิญประชุม เตรียม ข้อมูลเข้าประชุม ในการกำหนดวาระการประชุมควรครอบคลุมถึง วัตถุประสงค์และ เป้าหมาย ผลของการตรวจวิเคราะห์ทางสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด การดำเนินการตามแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบและแก้ไข ข้อร้องเรียน การประเมินความเหมาะสมของนโยบายสิ่งแวดล้อม และความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง
    4. ดำเนินการประชุม ได้แก่การประชุมตามวาระ การมอบหมายผู้รับผิดชอบดำเนินการ เรื่องต่าง ๆ ซึ่งควรมีการกำหนดเวลาแล้วเสร็จ และวิธีการในการติดตามผล
    5. บันทึกผลการประชุม บันทึกผลการประชุมไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และส่งให้กับผู้ เกี่ยวข้อง ซึ่งเอกสารและข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ในการประชุม ควรนำมาแนบท้ายรายงานการประชุมไว้ด้วย
    6. ติดตามผลการประชุม ในการติดตามเรื่องตามมติที่ประชุมมอบหมายไว้ และนำมารายงานในที่ประชุมครั้งต่อไป
ผลประโยชน์ที่ได้จากการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
      1. เพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหมายถึงการลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นคงให้แก่โรงงานต่อไป
      2. ผู้บริโภคมีจิตสำนึกในด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น นิยมเลือกใช้เฉพาะสินค้าซึ่งผลิตจากแหล่ง ที่ใช้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
      3. เพิ่มความน่าเชื่อถือต่อธนาคารและแหล่งเงินทุนต่าง ๆ เมื่อหน่วยงานมีการเอาใจใส่ด้านสิ่งแวด ล้อมก็เท่ากับว่ามีความน่าเชื่อถือและเป็นการลดความเสี่ยงในตัว เพราะการดำเนินการจัดการ ด้านสิ่งแวดล้อมจะเท่ากับการป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิด ปัญหาที่จะทำให้เสียชื่อเสียง ต่าง ๆ ปัญหาอันเกิดจากชุมชน ปัญหาอันเกิดจากความเสี่ยงภัยต่าง ๆ เมื่อมีการดำเนินการ อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยต้นทุนที่เหมาะสมเป็นที่น่าเชื่อถือซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะมีผลต่อการ ชำระเงินคืนต่อธนาคาร ทำให้ธนาคารมั่นใจในผู้กู้เงินมากยิ่งขึ้น
      4. ลดอัตราเบี้ยประกันภัย ความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือ นับเป็นปัจจัยที่สำคัญในวงประกันภัย องค์กรที่ดำเนินการด้านระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมจะทำให้ลดความเสี่ยงภัยและผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมทำให้มีผลต่อการลดอัตราเบี้ยประกันด้วย
      5. จูงใจผู้ลงทุน/ตลาดหลักทรัพย์ ประเด็นที่ผู้ลงทุนใช้เป็นเงื่อนไขพิจารณาการลงทุนก็คือ การ พัฒนาแบบยั่งยืน การเสี่ยง และการดำเนินงานด้วยต้นทุนที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น การดำเนินงาน ด้านการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืน สามารถลดอัตราการเสี่ยงและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นับได้ว่าเป็นคำตอบที่สร้างความมั่นใจ ให้ผู้ลงทุนได
      6. ป้องกันการเกิดปัญหากับชุมชน การพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นการป้องกันปัญหา กับชุมชนอันเกี่ยวกับการก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญของโรงงาน เป็นการสร้างบรรยากาศแห่ง ความเป็นมิตรในด้านสิ่งแวดล้อมกับชุมชนที่โรงงานตั้งอย
      7. เสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีในโรงงาน การพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมทำให้ บรรยากาศการทำงานดียิ่งขึ้นสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานในโรงงานดียิ่งขึ้น ซึ่งมีผล ดีต่อขวัญกำลังใจ และประสิทธิภาพในการผลิตด้วย
      8. สังคมและภาพลักษณ์ โรงงานที่เอาใจใส่ด้านสิ่งแวดล้อม จะได้รับการยอมรับจากผู้ที่เกี่ยวข้อง หากมีการกระทำอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีมีผลต่อความน่าเชื่อถือ และส่งผลต่อ สินค้าและบริการที่ขายด้วย ซึ่งนับว่าเกิดผลดีทางด้านการตลาด
      9. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน การดำเนินงานด้านการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวด ล้อมทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น มีการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น ส่งผลให้ลดของเสียลง เพราะมีระบบการจัดการที่ดี ช่วยให้มีข้อมูลและแนวทางที่ชัดเจนใน การแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว ซึ่งมีผลต่อการลดต้นทุนการผลิตและการให้บริการด้วย
      10. ป้องกันข้อกีดกันทางการค้า เป็นการเปิดโอกาสให้สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศภายใต้เงื่อน ไขการเลือกซื้อสินค้าจากองค์กรผู้ผลิตสินค้า ซึ่งต้องมีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐาน
      11. เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และยอดขาย เมื่อมีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการดำเนินการ อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำ และมีภาพลักษณ์ดี มีความน่าเชื่อถือจากลูกค้าเพิ่มขึ้นทำให้ได้ เปรียบคู่แข่ง ส่งผลให้การตลาดและยอดขายเพิ่มขึ้นด้วย
      12. พัฒนาเทคโนโลยี ขณะที่มีการปรับปรุงและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุผล ตามนโยบาย ทำให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่อง เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีการ ผลิตอย่างต่อเนื่องด้วย
บันได 4 ขั้นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอแนะ 4 ขั้นตอนสำหรับหน่วยงานราชการในการส่งเสริมการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงาน
ขั้นที่ 1
หน่วยราชการที่จะทำงานในด้านสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงานนั้น ควรทำตนเป็นแบบอย่างโดยการนำเอาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงานมาพัฒนาในหน่วยงานของตนก่อน เมื่อเห็นว่าการพัฒนาดำเนินไปได้ผลดีถึงระดับหนึ่งที่ชัดเจนพอจะใช้เป็นแบบสาธิตได้แล้ว จึงทำการเผยแพร่ผลงานและประโยชน์อันพึงได้รับที่ชัดเจนของการจัดทำดังกล่าว พร้อมทั้งจัดกิจกรรมสนับสนุนส่งเสริมการจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมขึ้น
ขั้นที่ 2 จัดฝึกอบรบ สัมมนา ให้คำปรึกษาแนะนำ จัดพิมพ์เอกสารใช้เผยแพร่สนับสนุนต่าง ๆ รวมทั้งรวบรวมข่าวสารของการทำกิจกรรมพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงาน เพื่อการเผยแพร่และกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง
ขั้นที่ 3 เสริมสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ
  1. ปรับเปลี่ยนวิธีการควบคุมโดยออกคำสั่ง มาเป็นวิธีกำกับดูแลแบบแสวงหา ความร่วมมือโดยร่วมกันคิดร่วมกันทำ ซึ่งเน้นการเป็นพี่เลี้ยงคอยอำนวยความสะดวก รับฟังปัญหาต่าง ๆ ของผู้ประกอบการ ให้คำปรึกษาแนะนำ และเชิญชวนให้เข้ารวมกลุ่มร่วมกันพัฒนาเพื่อให้เกิดการร่วมกันปรึกษาหารือและร่วมกันพัฒนา ในอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน
  2. สนับสนุนให้มีการจัดเกรดโรงงานอุตสาหกรรม ตามระดับการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น
    • โรงงานเกรด A หมายถึงโรงงานที่มีการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ได้ถึงขั้นได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว
    • โรงงานเกรด B หมายถึงโรงงานที่มีการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมจนถึงระดับที่คาดได้ว่าครบ หรือเกือบครบทุกข้อกำหนดแล้ว และพร้อมที่จะยื่นคำขอรับใบรับรองมาตรฐาน ฯ หรือยื่นขอรับการรับรองมาตรฐาน ฯ แล้วและอยู่ในระหว่างการพิจารณาออกใบรับรองมาตรฐาน ฯ
    • โรงงานเกรด C หมายถึงโรงงานที่มีการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ถึงระดับที่เห็นผลชัดเจนว่า ประสบความสำเร็จและได้รับความร่วมมือร่วมใจกันดีในองค์กรเพียงพอที่จะใช้เป็นแบบอย่างการพัฒนาระบบ ฯ สำหรับการสาธิตได้แล้ว
    • โรงงานเกรด D หมายถึงโรงงานที่แสดงเจตจำนงค์เข้าร่วมพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม และเริ่มเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมด้านนี้แล้ว
  3. รณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้สินค้าที่ผลิตจากโรงงานที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม โดยร่วมจัดทำโครงการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
  4. สร้างแรงจูงใจอื่น ๆ เช่น การช่วยจัดหาเงินกู้ระยะยาวดอกเบี้ยต่ำสำหรับ การจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในกิจกรรมการผลิตที่สะอาด สนับสนุนการลดภาษีและค่าไฟฟ้าสำหรับกิจกรรมด้านการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ขั้นที่ 4 สร้างแรงผลักดันต่าง ๆ เช่น
บันได 5 ขั้นเพื่อพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
ขั้นที่ 1 เริ่มจากผู้บริหารสูงสุดขององค์กรต้องมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการ จัดตั้งผู้รับผิดชอบในองค์กรเพื่อจัดทำระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ประกาศให้พนักงานทราบและให้ข้อมูลเรื่องการดำเนินการดังกล่าว จัดอบรมเพื่อสร้างจิตสำนึกและเพิ่มความสามารถ
ขั้นที่ 2 ทบทวนสถานะปัจจุบันของการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ระบุนัยสำคัญของลักษณะปัญหาสิ่งแวดล้อม ศึกษาความต้องการตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมาย จัดทำแผนงานด้านสิ่งแวดล้อม
ขั้นที่ 3 กำหนดโครงสร้างและความรับผิดชอบ จัดระบบการสื่อสาร จัดทำและควบคุมระบบเอกสาร ควบคุมการปฏิบัติและดำเนินการ เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขั้นที่ 4 เฝ้าระวังและวัดผล แก้ไขและป้องกันกรณีที่พบว่ามีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ตรวจประเมินติดตามการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม บันทึกข้อมูลทุกขั้นตอน
ขั้นที่ 5 ทบทวนโดยผู้บริหารเป็นระยะ ๆ ตามกำหนด ปรับปรุงเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เมื่อคาดว่าปฏิบัติได้ครบทุกข้อกำหนดแล้ว จึงยื่นคำขอการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมโรงงาน

การพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม
เพื่อเพิ่มผลผลิตและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมโรงงาน
ศึกษา วิเคราะห์ และเผยแพร่โดย นายสาโรจน์ ปาสาทิกา
ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มที่ปรึกษา กรมโรงงานอุตสาหกรรม
โทร. 202-4210, 202-4237