อุตสาหกรรมปลากัดไทยเพื่อการส่งออก
ในขณะที่ปลาสวยงามหลายๆ ชนิด กำลังซบเซาจากสภาวะเศรษฐกิจของไทย แต่สำหรับ ปลากัด กลับสามารถยืนหยัดอยู่ได้ และกำลังสร้างตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปลากัดจีน ซึ่งเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก โดยมียอดส่งออกสัปดาห์ละประมาณ 1 ล้านตัว ซึ่งตลาดหลักอยู่ที่ สหรัฐอเมริกา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เด็ก และแม่บ้าน
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีปลากัดอยู่ 3 ลายพันธุ์หลัก คือ ปลากัดจีน ปลากัดหม้อ และปลากัดป่า แต่ในปัจจุบันมีเพียงปลากัดจีนเท่านั้นที่มีตลาดรองรับ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าของสายพันธุ์ปลากัดแท้ แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้ทันยุโรป แม้ว่าเราจะได้เปรียบทางด้านภูมิอากาศและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า
สำหรับปลากัดหม้อ ซึ่งในอดีตไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาทางด้านสีสันมากขึ้น ตลอดจนเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรง อดทน เลี้ยงง่าย และตื่นตัวตลอดเวลา ทำให้ปลากัดไทยเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น จนในปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์สีเดี่ยวบริสุทธิ์ได้มากถึง 9 สี คือ น้ำเงิน เหลือง แดง เขียว ส้ม ขาว ม่วง คราม และดำ และยังสามารถสร้างสีหลากหลายได้มากกว่า 200 สี ทำให้โอกาสทางการตลาดของปลากัดหม้อมีความเป็นไปได้สูง โดยมีมูลค่าการซื้อขายภายในประเทศประมาณปีละ 200 ล้านบาท และสามารถหากเพิ่มปริมาณการผลิตก็เชื่อว่าสามารถเปิดตลาดออกสู่ต่างประเทศได้
ข้อดีของการเพาะเลี้ยงปลากัดนั้น เช่น เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย ปัญหาเรื่องโรคต่ำ ต้นทุนการผลิตต่ำ สามารถเรียกทุนคืนได้ภายใน 5 เดือน ตลาดมีความต้องการสูง ราคาคงที่ หากท่านสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่
ชมรมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ตึก 50 ปี ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน โทร 9405425-6