เทคนิคการลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อมและขนาดกลาง

 

ปัจจุบันการแก้ปัญหามลพิษอันเกิดจากการประกอบกิจการโรงงานนิยมทำในเชิงป้องกันหรือลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดมากขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้ลดต้นทุนในการกำจัดมลพิษที่ปลายทางแล้ว ยังเป็นการช่วยประหยัดวัตถุดิบ ประหยัดพลังงาน เพิ่มผลผลิต อีกทั้งทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดียิ่งขึ้นด้วย

บทความนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นเอกสารเผยแพร่ฉบับย่อ อันเนื่องมาจากการศึกษาวิเคราะห์เทคนิคการลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด เพื่อการนำไปใช้สำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้เป็นแนวทางสำหรับลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด จากอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ อีกทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เป็นแนวทางการกำกับดูและโรงงานและให้คำปรึกษาแนะนำผู้ประกอบกิจการโรงงาน

ช่องทางหรือแหล่งที่จะพิจารณาลดมลพิษของโรงงานอย่างเป็นระบบนั้นสามารถดำเนิการได้หรือปรับเปลี่ยนในส่วนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ การปรับเปลี่ยนในส่วนวัตถุดิบ การปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมภายในโรงงาน และการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ

การปรับเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ซึ่งอาจเป็นวัตถุดิบหลักหรือวัตถุดิบย่อยก็ได้ แนวทางการดำเนินงานทำได้หลายลักษณะดังนี้
  1. ลดหรือยกเลิกการใช้วัตถุดิบที่เป็นสารอันตราย หรือสารก่อมลพิษสูง โดยเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบชนิดอื่นที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ กล่าวคือมีคุณสมบัติในด้านการผลิตใกล้เคียงกับวิตถุดิบชนิดเดิมแต่มีความเป็นพิษน้อยกว่า เช่นการเปลี่ยนไปใช้สีย้อมชนิดที่ไม่มีส่วนประกอบของโลหะหนักในอุตสาหกรรมฟอกย้อม
  2. ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพหรือมีความบริสุทธิ์สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ลดปริมาณของเสีย ในขั้นตอนการทำความสะอาดวัตถุดิบ หรือลดปริมาณเศษวัตถุดิบที่ต้องคัดทิ้ง เช่น ใช้ข้าวที่มีความสะอาดมากขึ้นในอุตสาหกรรมก๋วยเตี๋ยว ทำให้ประหยัดน้ำในการล้าง ข้าว
 
การปรับเปลี่ยนกิจกรรมภายในโรงงาน
กิจกรรมภายในโรงงานหมายถึงกิจกรรมทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการผลิต อันได้แก่การทำงานของเครื่องจักรอุปกรณ์ในสภาวะหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่ใช้ในการควบคุมการผลิต ระบบการควบคุมและตรวจสอบการทำงาน ตลอดจนระบบการจัดการอื่น ๆ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้สามารถปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้นในขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลให้มลพิษที่เกิดขึ้นมีปริมาณน้อยลงด้วย โดยมีแนวทางดำเนินการได้ 3 ลักษณะคือ
  1. การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี หมายถึงการปรับปรุงวิธีการหรือกลไกในกระบวนการผลิต เช่น การเปลี่ยนชนิดของเครื่องจักร อุปกรณ์ สารที่ใช้ในขบวนการเร่งปฏิกิริยา ดังตัวอย่างของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการผสมสีในขั้นตอนการเตรียนสีย้อม เพื่อลดหรือหลีกเลี่ยงการย้อมซ้ำ และการเปลี่ยนการล้างแบบถ่ายน้ำทิ้งเป็นช่วง ๆ แทนการล้างแบบไหลล้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ลดปริมาณน้ำเสียจากการย้อมผ้าลงได้มาก
  2. การนำกลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงาน เป็นการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆอย่างเหมาะสม โดยอาศัยหลักการที่ของเสียอันเกิดขึ้นจากจุดหนึ่ง อาจสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้ในอีกจุดหนึ่ง หรือแม้แต่กับจุดเดิม หากมีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย ดังตัวอย่างในอุตสาหกรรมก๋วยเตี๋ยว มีการนำน้ำล้างข้าวในขั้นตอนท้าย ๆ ซึ่งความสกปรกน้อยมาล้างข้าวในขั้นตอนแรก ๆ หรือการนำน้ำทิ้งจากเครื่องอัดแป้งในช่วงท้าย ๆ ซึ่งข้อนข้างใสมาใช้ล้างพื้นและอุปกรณ์ต่าง ๆ
  3. การปรับปรุงระบบการทำงาน หรือการจัดการ เป็นการปรับปรุงขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานรวมทั้งประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรเพื่อลดข้อผิดพลาดในการทำงาน อันเป็นสาเหตุของการเกิดของเสียเช่น การปรับปรุงแผนการผลิตให้มีความสอดคล้องสัมพันธ์กันในแต่ละหน่วยการผลิต เพื่อลดข้อผิดพลาดในการผลิต การอบรมเพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ช่วยรักษาความ สะอาด รวมถึงการคัดแยกของเสียเพื่อรวบรวมไปกำจัดอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังรวมถึงการจัดทำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกใน การทำงาน และป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดหรืออุบัติเหตุในการทำงานด้วย

การปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์

เป็นการปรับปรุงในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพื่อหลีกเลี่ยง หรือลดการเกิดสารมลพิษบางอย่างในกระบวนการผลิตเช่น ผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีภาชนะบรรจุที่ไม่จำเป็นดังตัวอย่างของผงซักฟอกที่มีภาชนะบรรจุเป็นขวดพลาสติก ซึ่งพบว่าในกระบวนการผลิตมีของเสียที่เกิจากขั้นตอนการผลิตขวดพลาสติกดังกล่าวนี้เป็นจำนวนมาก และเป็นของเสียที่บำบัดและกำจัดได้ยาก เช่น เศษพลาสติก แต่ถ้าหากมีการออกแบบภาชนะบรรจุใหม่ ให้เป็นกล่องที่ทำด้วยกระดาษแทนก็จะไม่มีปัญหาในการกำจัดเศษพลาสติกดังกล่าว นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์โดยเปลี่ยนจากที่อยู่ในรูปสารละลายให้อยู่ในรูปเป็นผง หรือเพิ่มความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปสารละลายก็จะทำให้ลดปริมาณการใช้ภาชนะบรรจุลงได้ ซึ่งก็หมายถึงการลดปริมาณของเสียที่กิดจากการผลิตภาชนะบรรจุเหล่านั้นนั่นเอง

ต่อไปนี้จะได้กล่าวถึงตัวอย่าง การประยุกต์ใช้เทคนิคการลดมลพิษตามแนวทางที่กล่าวแล้วนี้ในอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ซึ่งจะนำประเภทฟอกย้อม-พิมพ์ผ้ามากล่าวโดยสังเขปก่อนดังนี้

อุตสาหกรรมฟอกย้อม-พิมพ์ผ้า

อุตสาหกรรมฟอกย้อง-พิมพ์ผ้า เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำและสารเคมีในกระบวนการผลิตและเกิดเป็นของเสียเป็นปริมาณมากโดยเฉพาะน้ำเสียในกระบวนการผลิต ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้
  1. ขั้นเตรียมการ เป็นการทำความสะอาดเส้นใยเพื่อให้พร้อมสำหรับการย้อมพิมพ์ซึ่ง ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

    การเผาขน

    -->

    ไม่มีการใช้น้ำ

    การลอกแป้ง

    -->

    มีการใช้น้ำและมีน้ำเสียเกิดขึ้น

    การขจัดสิ่งสกปรกเจือปน

    -->

    มีการใช้น้ำและสารเคมีเช่น สบู่ โซดาไฟ จึงมีน้ำเสียเกิดขึ้น

    การฟอกขาว

    -->

    มีการใช้น้ำและสารฟอกขาว มีน้ำเสียเกิดขึ้น

    การชุบมัน

    -->

    มีการใช้น้ำและสารเคมี มีน้ำเสียเกิดขึ้น


  2. ขั้นการย้อมสี แบ่งได้ 2 วิธี คือ

จากกระบวนการผลิตและสารเคมีที่ใช้ ทำให้น้ำเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอประกอบไปด้วย บีโอดี ซีโอดี และสีรวมถึงสารเคมีต่าง ๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งความเข้มข้นจะแปรเปลี่ยนไปตามกระบวนการผลิตที่มีลักษณะเฉพาะของโรงงานแต่ละแห่ง อย่างไรก็ดีโดยทั่ว ๆ ไป น้ำเสียจากอุตสาหกรรมสิ่งทอจะมี บีโอดีอยู่ระหว่าง 100 ถึง 500 มิลลิกรัมต่อลิตร และซีโอดีอยู่ระหว่าง 200 ถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันมาตรฐานน้ำทิ้งกำหนดให้น้ำทิ้งจากโรงงานประเภทนี้มีค่าบีโอดีไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลิตร และซีโอดีไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนสีของน้ำทิ้งนั้นต้องไม่เป็นที่พึงรังเกียจ

การกำจัดค่าบีโอดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกำจัดซีโอดีและสีมักเป็นปัญหาทั้งทางด้านเทคนิคและค่าใช้จ่าย เพราะต้องใช้กระบวนการบำบัดหลายขั้นตอน ทั้งทางเคมี ทางชีวภาพ และทางกายภาพเคมี ผสมผสานกันจึงจะได้ผลออกมาเป็นที่ยอมรับได้ จึงทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สูงมากซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยรวม

จากปัญหาและความยุ่งยากในการบำบัดน้ำเสียของอุตสาหกรรมฟอกย้อมดังกล่าวข้างต้นทำให้ในระยะหลัง ๆ มีผู้หันมาสนใจการลดปริมาณน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดมากยิ่งขึ้นโดยได้มีการศึกษาหาวิธีการหรือเทคนิคในการลดปริมาณการใช้น้ำ สารเคมีในการผลิต และพลังงานโดยใช้เทคนิคการลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด ซึ่งผลที่ได้รับนอกจากจะเป็นการลดปริมาณน้ำเสียที่ต้องทำการบำบัดแล้วยังเป็นการประหยัดน้ำ สารเคมี และพลังงานอีกด้วย สำหรับแนวทางที่ใช้ในการลดปริมาณและความสกปรกของน้ำเสียในอุตสาหกรรมฟอกย้อมมีดังต่อไปนี้
  1. การเลือกสีย้อมและสารเคมีที่ใช้อย่างเหมาะสม การเลือกใช้สารเคมีที่เหมาะสมจะเป็น ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการลดของเสียที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสารเคมีแต่ละ ชนิดจะมีความเป็นพิษที่แตกต่างกันและการใช้ปริมาณสารเคมีหรือสีย้อม ในปริมาณที่เหมาะ สมเป็นการลดปริมาณสารเคมีส่วนเกิน ซึ่งปริมาณสารเคมีส่วนเกินนั้นจะกลายเป็นมลพิษ ทางน้ำต่อไป จากการศึกษากระบวนการฟอกย้อมพบว่า หากสามารถลดปริมาณสารเคมี ได้ 20-50 % จะสามารถลดปริมาณของเสียในน้ำทิ้งในรูปของ บีโอดี ได้ถึงประมาณ 30-50% ผลดีอีกประการที่เห็นได้ชัดเจนก็คือค่าใช้จ่ายในการใช้สารเคมีจะลดลง ด้วยแนวทางการใช้ สารเคมีที่เหมาะสมมีดังนี้
    1. เลือกใช่สารเคมีที่ทำให้เกิดค่า บีโอดี ต่ำแทนสารเคมีที่ใช้อยู่เดิม
      • สารเคมีที่ทำให้เกิดค่า บีโอดี ในน้ำทิ้งปริมาณมากได้แก่ สารลอกแป้ง น้ำสบู่หรือสารซักฟอก ค่า บีโอดี ของสารลอกแป้งชนิดต่าง ๆ นั้นจากการ วิเคราะห์พบว่าสารลอกแป้งที่เป็นสารสังเคราะห์มีค่าปริมาณ บีโอดี ต่ำกว่า สารลอกแป้งที่เป็นสารธรรมชาติโดยลด บีโอดี ได้ถึง 20-30 เท่า
      • นอกจากแป้งเป็นสารที่มีค่า บีโอดี สูงแล้ว สารซักฟอกหรือน้ำสบู่ก็เป็น สารเคมีอีกประเภทหนึ่งที่มีปริมาณการใช้มากและมีค่า บีโอดี ค่อนข้างสูง น้ำสบู่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในกระบวนการฟอกย้อม คือ กลุ่มที่มีประจุลบ และไม่มีประจุ น้ำสบู่ที่มีประจุลบและมีโครงสร้างเป็น linear alkkyl benzene sulfonate จัดเป็นกลุ่มที่มีค่า บีโอดี ต่ำ และย่อยสลายทาง ชีววิทยาได้ง่าย
    2. เลือกสีย้อมที่มีการผนึกสีกับเส้นใยสูง องค์ประกอบของการ ประหยัดน้ำใช้ในการเลือกสีย้อมคือการใช้สีย้อมชนิดที่มีความสามารถในการผนึกกับเส้นใยสูง
    3. เลือกสีย้อมที่มีความต้องการเกลือหรือสารเคมีอื่น ๆ ต่ำ สีย้อมชนิด นี้ทำให้สามารถลดปริมาณเกลือหรือสารเคมีที่จำเป็นลง และทำให้มีสีย้อม ปะปนมากับน้ำเสียน้อยลง สีย้อมประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานใน ระบบต่อเนื่อง
    4. เลือกสีย้อมที่มีความเป็นพิษน้อย หลีกเลี่ยงสีย้อมที่มีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายหรือมีพิษสูงเช่น สีย้อม อะโซ ที่สามารถแตกตัวให้ อะมีน ประเภทที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
    5. เลือกใช้กรดน้ำส้มแทนฟอสเฟต ในการควบคุม พีเอช และปรับปรุง คุณภาพน้ำ จะช่วยลดปริมาณฟอสเฟตในน้ำเสีย ฯลฯ
  2. การปรับเปลี่ยนกระบวนการฟอกย้อม มาตรการระยะแรกที่จะลดปริมาณการใช้น้ำและ มลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ผู้บริหารระดับสูงแต่ละโรงงานต้องเพิ่มความเข้าใจถึงสถานะ ปัจจุบัน โดยทำการบันทึกและวิเคราะห์ปริมาณน้ำใช้แต่ละกระบวนการและกำหนดเป้าหมาย การลดปริมาณการใช้น้ำ ในการพิจารณาตั้งเป้าหมายดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับปัจจัยที่ ต้องคำนึงถึง ได้แก
    1. กรณีที่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยใช้กระบวนการที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยเน้น การจัดการ เป็นการลดปริมาณน้ำเสียโดยใช้เทคนิคด้านการจัดการ และปรับปรุงกระบวนการโดยใช้เครื่องจักรเดิมที่มีอยู่ ซึ่งมีวิธีการดังนี้
      1. การลดขั้นตอนการผลิต เช่น ทำการลอกแป้ง ขจัดสิ่งสกปรก และฟอกขาวในขั้นตอนเดียวสำหรับเส้นใยเซลลูโลสและใยผสม ทำให้ประหยัดการใช้น้ำมากขึ้น
      2. ปรับปรุงกระบวนการล้างให้มีประสิทธิภาพ น้ำเสียส่วนใหญ่ของ อุสาหกรรมฟอกย้อมมาจากการล้างสารเคมีส่วนเกินที่ใช้ในกระบวนการฟอกย้อมออกจากผ้า ดังนั้นถ้าเข้าใจในคุณสมบัติของสารเคมีต่าง ๆ อย่างดีแล้วจะเป็นการง่ายที่จะกำจัดสารเหล่านี้ออกจากผ้า โดยใช้น้ำล้างน้อยลง เช่น โซดาไฟ เป็นสารที่ใช้เป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมย้อมสิ่งทอ ซึ่งถูกดูดซึมโดยเส้นใยฝ้ายและไม่สามารถขจัดออกได้โดยง่าย แม้จะใช้น้ำปริมาณมาก ดังนั้นการทำให้ผ้าสั่นสะเทือนเชิงกลในน้ำร้อนและสะเทินด้วยสารละลายกรด จะช่วยให้โซดาไฟหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น สำหรับการทำความสะอาด การขจัดกรดหรือด่างส่วนเกินออกนั้นวิธีการที่ทำให้เป็นกลางจะเป็นวิธีที่เหมาะสมเมื่อมีปริมาณสารน้อย ๆ แต่ควรระวังค่า Total Dissolved Solids จะมีค่าสูงเมื่อความเข้มข้นของสารนั้นสูง
      3. ลดการใช้น้ำกรณีที่มีการซักล้างและทำความสะอาดแบบแบตซ์ ซึ่งต้องใช้ปริมาณน้ำมากกว่าการซักล้างทำความสะอาดแบบต่อเนื่อง ถ้าสามารถลดปริมาณสิ่งเจือปนที่ถูกพามาจากกระบวนการก่อนการซักล้างครั้งนั้น ก็จะช่วยให้ปริมาณน้ำใช้ลดลงมาก เช่น การซักล้างผ้าฝ้าย ผ้าเรยอง หรือผ้าที่มีความนุ่มพอง เช่น ผ้าถัก ผ้าขนหนู จะมีปริมาณสิ่งเจือปนจำนวนมาก ในการซักล้างทำความสะอาด ให้เพิ่มเวลาในการสะเด็ดน้ำยาวนานกว่าการสะเด็ดน้ำทิ้งในผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยเฉพาะหลังการซักน้ำครั้งแรก
      4. ตรวจสอบทำความสะอาดและบำรุงรักษาอุปกรณ์ และเครื่องจักร อย่างสม่ำเสมอ การตรวจสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยลดปริมาณน้ำเสียให้น้อยลงแล้วยังช่วยลดต้นทุนในด้านพลังงานและการรั่วไหลของน้ำแล้ว ยังยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี และช่วยลดอุบัติเหตุภายในโรงงานอีกด้วย ฯลฯ
    2. กรณีที่สามารถลดปริมาณน้ำเสียโดยการใช้อุปกรณ์ช่วยประกอบกับเครื่องมือ ที่มีอยู่ เป็นการลดปริมาณน้ำเสียขั้นต่อจากการใช้การจัดการในโรงงาน ในขั้นนี้ จำเป็นต้องลงทุนจัดซื้ออุปกรณ์บางส่วนเพื่อช่วยในการลดน้ำใช้ ซึ่งมีวิธีดังนี้
      1. ติดตั้งอุปกรณ์ที่ให้การทำงานของเครื่องซักล้างและทำความสะอาด เชื่อมต่อกับสวิตช์เปิด-ปิด น้ำและไอน้ำ กล่าวคือ สวิตช์จ่ายน้ำและไอ น้ำ เปิดระหว่างที่เครื่องจักรทำงาน และปิดเมื่อเครื่องจักรหยุดทำงาน
      2. ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมระบบอัตโนมัติ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จ่าย ให้กับเครื่องซักล้างโดยปรับเปลี่ยนได้ตามปริมาณของสิ่งเจือปน
      3. ปรับใช้ระบบน้ำไหลวนกลับ (Counterflow) เทคนิคนี้ใช้สำหรับ กระบวนการล้างหลายขั้นตอน โดยอาศัยหลักการว่าการล้างทำความ สะอาดเส้นใยหรือสิ่งทอในแต่ละขั้นตอนไม่จำเป็นต้องใช้น้ำที่มีความ สะอาดบริสุทธิ์เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการล้างในขั้นตอนแรก ซึ่งเส้นใยมีความสกปรกมากที่สุด การล้างแบบนี้จะใช้น้ำสะอาดเฉพาะใน การล้างขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น น้ำที่ผ่านจากขั้นตอนนี้จะถูกนำไปใช้ล้าง เส้นใยในขั้นตอนต่อไปที่มีความสกปรกมากกว่า จนกระทั่งถึงการล้างใน ขั้นตอนแรกที่มีความสกปรกสูงสุด การล้างแบบต่อเนื่องโดยให้น้ำไหล สวนทิศทางการเคลื่อนที่ของเส้นใยหรือสิ่งทอที่จะล้าง เป็นรูปแบบที่นิยม ใช้มากที่สุด พบว่าการล้างแบบนี้จะสามารถประหยัดน้ำในกระบวนการ ล้างได้ถึง 50-80% ขึ้นอยู่กับปริมาณสิ่งทอที่จะล้างและจำนวนขั้นตอนใน การล้าง
      4. ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมอัตโนมัติในกรณีที่ต้องควบคุม อุณหภูมิและ พีเอช เพื่อช่วยประหยัดไอน้ำ และสารเคมีที่ใช้ ฯลฯ
    3. กรณีลดปริมาณน้ำเสียโดยการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรที่มีอยู่ให้เป็นชนิด ประหยัดน้ำ
      1. ใช้เครื่องย้อมแบบแบตซ์ที่มีอัตราส่วนการใช้น้ำหนักเส้นใยต่อน้ำ หนักน้ำสีย้อมต่ำ เครื่องย้อมรุ่นใหม่ ๆ แบบหัวฉีด (jet) หรือแบบสำเร็จ รูปสามารถลดอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับ 1 : 3 ถึง 1 : 5 เมื่อเทียบกับ แบบธรรมดาทั่ว ๆ ไปที่มีค่าสูงถึง 1 : 12 กระบวนการนี้ประหยัดทั้งน้ำใช้ ประหยัดพลังงาน และประหยัดสารเคมีพิเศษ
      2. ใช้เครื่องย้อมแบบต่อเนื่องสำหรับผ้าถัก โดยปกติการย้อมสีแบบต่อ เนื่องจะเป็นที่นิยมใช้กับสิ่งทอที่มีความสามารถในการรับแรงดึงได้สูง แต่ สิ่งทอประเภทถัก จะไม่สามารถใช้การย้อมสีแบบต่อเนื่องได้ต้องใช้แบบ แบตซ์แทนเพราะจะเสียรูปทรงเมื่อได้รับแรงดึง อย่างไรก็ดีในปัจจุบันได้มี การผลิตเครื่องจักรที่สามารถย้อมสีได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดึงสิ่งทอ น้อยที่สุด หรือไม่มีเลย ซึ่งจะทำให้สิ่งทอประเภทถักไม่เสียรูปทรง การ ย้อมสีสิ่งทอแบบถักอย่างต่อเนื่องนี้มีข้อดีเหนือการย้อมแบบแบตซ์ ดังนี้ ใช้น้ำในกระบวนการย้อมน้อย ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นลดลง
      3. ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการผสมสีและการเติมสารเคมีให้ได้ในสัด ส่วนที่ต้องการ เกิดผลดีมากกว่าการใช้คน สามารถป้องกันการหกเลอะของสีและสารเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่าการใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการติดตั้งระบบ แต่ผลประโยชน์ที่ได้อันเนื่องมาจากการประหยัดสีย้อมและสารเคมี และการลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ สามารถชดเชยกับการลงทุนเบื้องต้นได้ในเวลาอันสั้น
      4. เครื่องชุบมัน (Mercerize) โดยใช้สารละลายแอมโมเนีย การใช้ สารละลายแอมโมเนียแทนการใช้โซดาไฟ จะมีข้อดีคือสามารถกำจัดวิธี การล้าง ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมากออกไป และยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียอีก ด้วย ในขณะเดียวกันสารละลายแอมโมเนียยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ได้ วิธีนี้สามารถลดการใช้ไอน้ำและเพิ่มความแข็งแรงของเส้นด้าย ผ้าทอ ผ้าถัก ซึ่งมักจะเกิดปัญหาการเสียรูปทรงในระหว่างกระบวนการผลิต
  3. การนำกลับมาใช้ใหม่ วิธีการลดปริมาณของสีสามารถทำได้อีกวิธีหนึ่งคือการนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้าอีกเท่าที่จะทำได้ สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการเตรียมควรต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมคือ เลือกชนิดที่สามารถใช้ซ้ำได้อีก โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นเช่นเกิดเป็นจุดบนผ้า (Spotting) เป็นต้น ขั้นตอนสำคัญที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นขั้นตอนที่สามารถจะนำสารเคมีและสีย้อมกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำได้อีกอย่างได้ผล ได้แก่
    1. การใช้น้ำสีย้อมจากอ่างย้อมซ้ำอีก
    2. การนำโซดาไฟจากกระบวนการชุบมันกลับมาใช้ใหม่
    3. การนำสารลอกแป้งเส้นด้ายฝ้ายกลับมาใช้ใหม่
      ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น เป็นวิธีการที่สามารถลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่าง มาก เพราะนอกจากจะเป็นการลดสารเคมี เกลือ ด่างและสีแล้ว ยังเป็นการลดค่า COD และ BOD ในน้ำที่จะบำบัดอีกด้วย

    เทคนิคการลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดสำหรับโรงงานขนาดย่อมและขนาดกลาง
    ศึกษา วิเคราะห์และเผยแพร่โดย นายสาโรจน์ ปาสาทิกา
    ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มที่ปรึกษา
    กรมโรงงานอุตสาหกรรม โทร. 202-4210, 202-4237