เขตประกอบการอุตสาหกรรมที่ปลอดภาระภาษีอากร
(FTZ)
เขตอุตสาหกรรมที่ปลอดภาระภาษีอากรเป็นพื้นที่ที่จัดตั้งและดำเนินการโดยภาคเอกชน
ตามกฏหมายโรงงานและกฏหมายศุลกากร ถือเสมือนหนึ่งเขตการค้าเสรี โดยเป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรมที่มีการจัดพื้นที่ให้เป็นฐานการผลิตเพื่อการค้า
และลดภาระต้นทุนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสถานการณ์ของโลกในปัจจุบัน มีการดำเนินธุรกิจครบวงจรทั้งการผลิตการค้า
การบริการ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องครบวงจร โดยไม่มีภาระภาษีอากร และเป็นกิจกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
วัตถุประสงค์
เพื่อให้เกิดการพัฒนาฝีมือด้านอุตสาหกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
และเป็นการสนับสนุนนโยบายการส่งเสริมการส่งออกและการกระจายอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค
การจัดตั้ง ดำเนินการ 3 ขั้นตอน
ตามกฎหมาย 3 ฉบับคือ
- พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา
30 กำหนดให้พื้นที่จัดตั้งเขตฯ เป็นเขตประกอบการอุตสาหกรรม
- พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะปฎิวัติ
ฉบับที่ 329 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2515 มาตรา 8 และมาตรา 8 ทวิ กำหนดระเบียบการจัดตั้งเขตคลังสินค้าทัณฑ์บน
สำหรับประกอบการค้าเสรี และส่วนที่เป็นคลังสินค้าฑัณฑ์บนประเภทโรงงานผลิตสินค้า
- พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520
กำหนดให้กิจการเขตคลังสินค้าฑัณฑ์บน สำหรับประกอบการค้าเสรี เป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
เงื่อนไขเกี่ยวกับสถานที่ตั้ง
- พื้นที่จัดตั้งเขตฯ (ให้ กรอ. พิจารณาตามความเหมาะสม)
- เป็นนิติบุคคล และมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า
200 ล้านบาท
- ไม่ตั้งอยู่ในอณาบริเวณที่แออัด และไม่สร้างมลภาวะต่อสภาพแวดล้อม
- ผู้ประกอบการต้องมีระบบบริหาร การควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมและสาธารณูปโภคในขั้นดี
ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม
ประเภทอุตสาหกรรม กิจการต่อเนื่องที่สนับสนุนการดำเนินการของอุตสาหกรรม
5 กลุ่มคือ
1. อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิกส์และชิ้นส่วน
2. อุตสาหกรรมประกอบยานยนต์และชิ้นส่วน
3. อุตสาหกรรมอัญมณีเครื่องประดับ และสิ่งประดิษฐ์มีค่า
4. อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้านและมีคุณภาพสูง
5. อุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรทั้งที่เป็นอาหารและไม่เป็นอาหาร
สิทธิประโยชน์ในการจัดตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรม
1. ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535
- ยกเว้นการแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบตามมาตรา
11
- ยกเว้นการขอรับใบอนุญาต ตามมาตรา 12
- ยกเว้นการเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
2. ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534
ด้านภาษีอากร
เขต 1
จำนวน 5 จังหวัดคือ สมุทรปราการ (จะให้การส่งเสริมเฉพาะในเขตที่ดินประเภทอุตสาหกรรม
และคลังสินค้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความเห็นชอบ) สมุทรสาคร ปทุมธานี นนทบุรี
และนครปฐม
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์
- ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก
เขต 2 จำนวน
10 จังหวัดคือ สมุทรสงคราม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา
อ่างทอง สระบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และชลบุรี
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 7 ปี
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์
- ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก
เขต 3
จำนวน 60 จังหวัด และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนให้อีก
50% ของอัตราปกติ เป็นเวลา 5 ปี
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์
- ยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นสำหรับการผลิตเพื่อการส่งออก
- อนุญาตให้หักภาษีค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าประปา
เป็น 2 เท่า เป็นเวลา 10 ปี
- อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากยอดเสียภาษี
(กำไรสุทธิ) 25% ของเงินที่ลงทุนในการนั้น
ด้านอื่นๆ
- อนุญาตให้นำคนต่างด้าวเข้ามาเพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุน
(มาตรา 24)
- อนุญาตให้นำช่างฝีมือ และผู้ชำนาญการเข้ามาทำงานในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม
(มาตรา 25,26)
- อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิที่ดิน (มาตรา 27)
- อนุญาตให้นำเข้าหรือส่งออก ซึ่งเงินตราต่างประเทศ
(มาตรา 37)
3. ตามประกาศกรมศุลกากร
- ยกเว้นอากรขาเข้าและขาออก
สำหรับของที่ปล่อยออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนในเขตประกอบการฯ เพื่อการส่งออกนอกราชอณาจักร
ทั้งนี้ไม่ว่าจะส่งออกในสภาพที่ผลิต หรือผสม หรือประกอบเป็นของอื่น หรือในสภาพเดิมที่นำเข้า
(ดังนั้น วัตถุดิบที่นำเข้าจึงได้รับการเว้นอากรอย่างมีเงื่อนไข)
- ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภท
โรงผลิตสินค้าในเขตประกอบการฯ
- วัตถุดิบที่นำเข้ารวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ภายใต้คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าที่อยู่ในเขตประกอบการฯ
หากส่งออกจะได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต
- ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้าให้ใช้การค้ำประกันขณะจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บน
ประเภทโรงผลิตสินค้าที่อยู่ในเขตประกอบการฯ แทนการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามประมวลรัษฎากร
ดังนั้น วัตถุดิบที่นำเข้าจึงไม่ต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม
- วัตถุดิบภายในคลังที่เกิดสภาพด้อยคุณภาพหรือคุณสมบัติไม่ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน
สินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตได้จากคลังสินค้า ทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า ที่อยู่ในเขตประกอบการฯ
ถ้าประสงค์จะจำหน่ายภายในประเทศ สามารถกระทำได้ โดยชำระค่าภาษีอากร ตามสภาพของขณะนำเข้า
- วัตถุดิบที่เสียหายจากการผลิต
(ส่วนสูญเสียนอกสูตรการผลิต) สามารถขอทำลาย หรือบริจาคให้แก่องค์การกุศล
หรือส่วนราชการได้ โดยไม่ต้องชำระภาษีใดๆ
- กรณีที่เป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าสามารถเก็บรักษาของได้
2 ปี นับแต่วันนำเข้า และหากเป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนทั่ว ไปสามารถเก็บรักษาของได้
1 ปี นับแต่วันนำเข้า
- สินค้าที่ส่งออก
หากชำรุดสามารถนำกลับเข้ามาซ่อมในคลังฯ ได้
- ยกเว้นภาษีอากร
แก่วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต แต่ไม่ปรากฎเห็นชัดในผลิตภัณฑ์ที่ส่งออก เช่น
น้ำมันกันสนิมในผลิตภัณฑ์ประเภทวงจร ไฟฟ้า เป็นต้น (กรณีที่นำมาใช้ผลิตใน
คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าในเขตประกอบการฯ)
- ยกเว้นภาษีอากร
แก่วัตถุดิบที่ใช้สิ้นเปลือง และจำเป็นในการผลิต เช่น เคมีภัณฑ์ที่ทำให้เส้นด้ายเหนียว
เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการซักฟอก ในผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่งทอ กระดาษทราย ผงขัด เป็นต้น
|
ข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2541
|
|
ที่มา : ศูนย์บริการเพื่อการลงทุน งานบริการข้อมูลการลงทุน
กรมโรงงานอุตสาหกรรม
โทร. 2023995-6 โทรสาร. 2023996
|
|
นำเสนอโดย : ศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม
โทร. 2024591 , 2024594
|
| |
|