แผนพัฒนาตลาดทุนไทย (2543 – 2545) บทบาทของตลาดทุนในระบบการเงิน

            ระบบการเงินมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการทำหน้าที่นำเงินทุนจากผู้มีเงินออมไปสู่ผู้ที่ต้องการเงินลงทุนอันเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ ให้พัฒนาไปได้ ที่ผ่านมาตลาดทุนไทยยังมีบทบาทไม่มากนักเมื่อเทียบกับภาคธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสามารถระดมเงินออมในรูปของเงินฝากและนำเงินนั้นไปสู่ผู้ลงทุนในรูปของสินเชื่อได้อย่างมากทำให้ระบบการเงินไทย พึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดกับประเทศไทยในปี 2540 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งหลายฝ่ายก็ได้พยายามแก้ไขเพื่อให้ระบบสถาบันการเงินสามารถทำหน้าที่ของระบบการเงินในการนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวต่อไป แต่ปัญหาที่เป็นอยู่จำเป็นต้องใช้เวลาในการแก้ไข การที่จะปรับปรุงระบบการเงินของไทยที่จะเป็น พื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ยั่งยืน ควรได้พิจารณาปรับโครงสร้างของระบบการเงินไทยให้มีความสมดุลมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ระบบการเงินที่ดีไม่ควรพึ่งพาแต่ระบบธนาคารพาณิชย ์เพราะเมื่อเกิดปัญหารุนแรงในระบบธนาคารพาณิชย์ เศรษฐกิจของประเทศก็ถูกกระทบอย่างรุนแรงด้วย ระบบการเงินที่ดีควรมีฐานรองรับอย่างน้อย 3 ด้านได้แก่ ระบบธนาคารพาณิชย์ ตลาดตราสารทุน และตลาดตราสารหนี้ ดังนั้น ในการวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบการเงินของไทย ควรที่จะดำเนินไปในแนวทางที่พยายามพัฒนาให้ตลาดทุนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเสริมระบบธนาคารพาณิชย์ ์อันเป็นการทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจให้ดียิ่งขึ้น
แนวทางในการพัฒนาตลาดทุน

ในการพัฒนาตลาดทุนควรดำเนินการในด้านต่าง ๆ อย่างน้อย 6 ด้าน ได้แก่

      1. ตลาดตราสารทุน
      2. ตลาดตราสารหนี้
      3. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
      4. ธุรกิจหลักทรัพย์
      5. ธุรกิจจัดการลงทุน
      6. ผู้ลงทุน

ตลาดตราสารทุน (equity market)
           ในระยะที่ผ่านมา ตลาดตราสารทุน หรือตลาดหุ้นของไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากวิกฤตเศรษฐกิจ ภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ซบเซาอย่างต่อเนื่อง มูลค่าตลาดรวม (market capitalization) ของหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลดลงจาก ประมาณ 3 ล้านล้านบาทในปี 2540 เหลือเพียงประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2542 และจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ก็มีแนวโน้มลดลง ทั้งจากการเพิกถอนหลักทรัพย์ และการไม่มีบริษัทใหม่มายื่นขอจดทะเบียน ในระยะ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้สภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรงของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ซึ่งได้พยายามดึงดูดสินค้าที่มีคุณภาพไปจดทะเบียนเพื่อสร้างความน่าสนใจให้ผู้ลงทุน และท่ามกลางความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งทำให้การส่งข้อมูล การซื้อขายหลักทรัพย์ และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระหว่างประเทศเป็นไปได้โดยง่าย โดยผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศเดียวกัน นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ (exchange) เอง ก็มีกระแสการปรับตัวของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ทั้งในด้านโครงสร้างภายใน และการสร้างความร่วมมือระหว่างตลาดในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอดและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งกับตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอื่น และกับการซื้อขายโดยผ่านเทคโนโลยีการ สื่อสารอื่น ๆ เช่น Electronic Communication Network (ECN) เป็นต้น จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นดังกล่าว สำนักงานจึงเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน ในการปรับปรุงและพัฒนาตลาดตราสารทุนของไทย โดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สามารถเป็นแหล่งระดมทุนของภาคเอกชน และเป็นทางเลือกในการลงทุนของประชาชนผู้มีเงินออมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันกับตลาดหลักทรัพย์อื่นได้ในระยะยาว สำนักงานเห็นว่าการจะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ต้องดำเนินการใน 3 ด้านควบคู่กันไป ได้แก่ ในด้านสินค้า ซึ่งต้องพัฒนาคุณภาพด้วยการเสริมสร้างบรรษัทภิบาลและการเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสและทันการณ์ของบริษัทจดทะเบียน ควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนและความหลากหลายของสินค้า อันจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความสนใจของผู้ลงทุน ในด้านผู้ลงทุนก็จะต้องส่งเสริมให้ผู้ลงทุนเข้ามาลงทุนในตลาดได้ง่ายและสะดวกขึ้น และในด้านสุดท้ายคือ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของตลาดที่จะเอื้ออำนวยต่อการลงทุน ทั้งนี้โดยมีแนวทางในการดำเนินการแต่ละด้าน ดังนี้

ด้านอุปทาน (สินค้าในตลาด)
           สำหรับแนวทางการพัฒนาด้านอุปทานหรือสินค้าในตลาดตราสารทุน สำนักงานจะให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน การเพิ่มจำนวน สภาพคล่องและความหลากหลายของสินค้าให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาตลาดทุนไทยมีปัญหาด้านคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่มากโดยเฉพาะปัญหาพื้นฐานจากการขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี ยังผลให้ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากต้องประสบปัญหาภาระหนี้สินและหยุดดำเนินกิจการ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการขาดแคลนสินค้าที่มีคุณภาพที่จะเข้ามาจดทะเบียนซื้อขาย รวมทั้งปัญหาผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดทุนไทย ตลอดจนการที่ตลาดทุนมีฐานผู้ลงทุนในประเทศยังไม่กว้างนักเนื่องจากผู้ลงทุนยังไม่คุ้นเคยกับการลงทุนในตลาดทุน จากปัญหาดังกล่าว จำเป็นต้องเร่งดำเนินการพัฒนาคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่เดิมและสร้างแรงดึงดูดใจให้มีบริษัทที่มีคุณภาพดีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา พัฒนาสินค้าประเภทใหม่ ๆ ให้เป็นทางเลือกของผู้ลงทุน และเร่งขยายฐานผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างสภาพคล่อง อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดทุนไทยในระยะยาว มาตรการที่ต้องเร่งดำเนินการมีดังนี้คุณภาพของสินค้าในตลาด

สำนักงานเห็นว่ามาตรการที่สำคัญประการหนึ่งในการเพิ่มคุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในปัจจุบันคือ การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับโครงสร้างของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งในเรื่องนี้ สำนักงานอยู่ระหว่างประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ในการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อให้บริษัทสามารถบริหารสภาพคล่องส่วนเกินโดยการซื้อหุ้นของตนเองกลับคืนได้ (share buy back) ให้บริษัทมีความคล่องตัวในการกำหนดโครงสร้างทุนโดยการยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำของมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (par value) ให้บริษัทมีความคล่องตัวในการปรับโครงสร้างหนี้โดยให้มีการแปลงหนี้เป็นทุน การเพิ่มทุนด้วยสินทรัพย์ การลดทุนและส่วนล้ำมูลค่าหุ้นเพื่อล้างขาดทุนสะสมได้ ให้บริษัทมีความคล่องตัวในการระดมทุนด้วยหุ้นบุริมสิทธิโดยยอมรับการออกหุ้นบุริมสิทธิที่ไม่มีสิทธิออกเสียง เพิ่มทางเลือกในการควบกิจการโดยให้กิจการแห่งใดแห่งหนึ่งที่ควบเข้ากันสามารถคงความเป็นนิติบุคคลเดิมต่อไปได้ เพื่อลดต้นทุนและความยุ่งยากในการควบกิจการ เป็นต้น

สำนักงานเห็นว่าการจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์ ฯ เป็นแหล่งระดมเงินออมที่มีประสิทธิภาพได้ในระยะยาว จำเป็นต้องมีการสร้างระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี (good corporate governance) ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนควบคู่ไปกับการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในด้านอื่น ๆ ไม่เช่นนั้นผู้ลงทุนซึ่งมีทางเลือกในการลงทุนหลายทางก็จะไม่เข้ามาลงทุน การจะทำให้ผู้ลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในระบบกำกับดูแลกิจการจะต้องดำเนินการอย่างน้อยใน 3 ด้านคือ การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ การคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น และการทำหน้าที่ของกรรมการด้วยความรับผิดชอบ สำนักงานมีแนวทางที่จะทำให้เกิดการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทั้ง 3 ด้านดังกล่าวโดยใช้ทั้งมาตรการทางตรงและมาตรการทางอ้อมประกอบกัน โดยมาตรการทางตรงมีทั้งการกำหนดมาตรฐานและความคุ้มครองขั้นต่ำตามกฎหมาย การกำหนดแนวทางปฏิบัติด้วยความสมัครใจ และการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งการจัดอบรมให้ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน สำหรับมาตรการทางอ้อม จะส่งเสริมมาตรการต่าง ๆ ที่จูงใจให้บริษัทจดทะเบียนเห็นประโยชน์ของการมีระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี เช่น การส่งเสริมให้ผู้ลงทุนสถาบันเลือกลงทุนในบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีและมีบทบาทสำคัญในการดูแลสิทธิของผู้ถือหุ้น การส่งเสริมให้ผู้วิเคราะห์หลักทรัพย์ให้คำแนะนำลงทุนโดยคำนึงถึงปัจจัยในเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีด้วย เป็นต้น ทั้งนี้ แนวทางในการดำเนินมาตรการในแต่ละด้านมีดังนี้

สำนักงานมีแนวทางที่จะปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้ลงทุน และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ในส่วนของข้อมูลทางการเงิน สำนักงานได้ร่วมมือกับสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ในการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีให้เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ และสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีสากล (International Accounting Standard: IAS) ส่วนในด้านข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลทางการเงิน สำนักงานจะปรับปรุง มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลในการเสนอขายหลักทรัพย์ และการเปิดเผยข้อมูลประจำปี ให้กระชับขึ้นเพื่อลดภาระของบริษัทจดทะเบียน แต่จะเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นด้วย

สำนักงานจะติดตามการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สอบบัญชีโดยการสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามีการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้วางไว้

สำนักงานจะให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข้อมูลให้ถึงมือผู้ลงทุนมากขึ้น โดยจะพัฒนาระบบการยื่นรายงานของบริษัทจดทะเบียนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวต่อผู้ลงทุนทันทีผ่าน website ของสำนักงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ผู้ลงทุนใช้ข้อมูลที่ได้จัดทำตามมาตรฐานแล้วมากขึ้น

เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลตอบแทนในฐานะผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่ โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ สำนักงานอยู่ระหว่างการเสนอให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดฯ เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกสำหรับการใช้สิทธิต่าง ๆ ของผู้ถือหุ้น เช่น การใช้สิทธิเรียกประชุมผู้ถือหุ้น การใช้สิทธิถอดถอนกรรมการ การใช้สิทธิตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ การใช้สิทธิฟ้องร้องแทนบริษัทเพื่อเรียกค่าเสียหายหรือประโยชน์คืนจากกรรมการบริษัทที่กระทำการโดยมิชอบ เป็นต้น

สำนักงานเห็นว่า กรรมการเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้บริษัทมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งในเรื่องนี้ สำนักงานจะสนับสนุนให้กรรมการปฏิบัติตาม แนวทางปฏิบัติที่ดี (code of best practice) ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนด หาแนวทางเพิ่มประสิทธิผลของคณะกรรมการตรวจสอบ (audit committee) ตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ สนับสนุนให้กรรมการผ่านการอบรมจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors) รวมทั้งอยู่ระหว่างเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มความรับผิดชอบของกรรมการที่ไม่ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตด้วย

จำนวน และความหลากหลายของสินค้า

สำนักงานจะสนับสนุนตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้เพิ่มบทบาทในเชิงพาณิชย์เพื่อรองรับการแข่งขันกับตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศ และในขณะเดียวกันจะได้ลดบทบาทในการกำกับดูแลที่ซ้ำซ้อนกับสำนักงาน ซึ่งบทบาทในเชิงพาณิชย์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำไปสู่การดำเนินการในเชิงรุกเพื่อให้มีสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้น เช่น การสำรวจในวงกว้างกับบริษัทที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ทราบปัญหาและอุปสรรคที่แท้จริงที่ทำให้บริษัทไม่สนใจที่จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อจะได้วางแนวทางแก้ไขได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยมีวัตถุประสงค์ในการชี้ให้เห็นประโยชน์ในการเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และอธิบายขั้นตอนและวิธีการที่เกี่ยวข้องเพื่อขจัดความไม่เข้าใจที่อาจเป็นอุปสรรคในการนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียน รวมทั้งพยายามรักษาและส่งเสริมบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้วให้มีความรู้สึกว่าการเป็นบริษัทจดทะเบียนเป็นสิ่งที่มีเกียรติและช่วยยกระดับภาพพจน์ของบริษัทได้ ซึ่งจะต้องทำควบคู่ไปกับการเพิ่มความเข้มงวดของการตรวจสอบการเปิดเผยข้อมูล และการชำระภาษีของบริษัทที่อยู่นอกตลาด เพื่อลดความเสียเปรียบของการเป็นบริษัทในตลาด

เพื่อสนับสนุนให้บริษัทที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อันเป็นการเพิ่มจำนวนสินค้าและความหลากหลาย และเพิ่มความน่าสนใจต่อการลงทุนในตลาด สำนักงานจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการจูงใจต่าง ๆ โดย

ที่ผ่านมาได้มีการจัดตั้งตลาด MAI (Market for Alternative Investment) รวมทั้งปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่อรองรับการเข้าจดทะเบียนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (small and medium enterprise : SME) และธุรกิจในเศรษฐกิจใหม่ (new economy) แต่ปัจจุบันยังไม่มีบริษัทเข้าจดทะเบียนมากนัก ปัญหาสำคัญอาจเกิดจากความไม่พร้อมของกิจการเหล่านี้ การจะอาศัยเพียงที่ปรึกษาทางการเงินในการเข้าไปช่วยปรับปรุงกิจการก่อนการเสนอขายหลักทรัพย์อาจไม่เพียงพอและมีต้นทุนสูง การสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบธุรกิจ venture capital ที่เข้าร่วมลงทุนในกิจการเหล่านี้ตั้งแต่ต้นและเตรียมกิจการให้พร้อมสำหรับการระดมทุนและเข้ามาจดทะเบียน อาจเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหา โดยที่การลงทุนในลักษณะนี้จะมีระยะเวลายาวพอสมควร ซึ่งผู้ลงทุนได้ทำการวิเคราะห์กิจการแล้วและเต็มใจที่จะเสี่ยงรอเวลาในการรับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับเมื่อกิจการเติบโต ทั้งนี้ มาตรการที่จะสนับสนุนธุรกิจดังกล่าวอาจรวมถึงการให้แรงจูงใจทางภาษีสำหรับการลงทุนในภาคธุรกิจที่กำหนด ซึ่งสำนักงานจะศึกษาแนวทางที่ใช้ในต่างประเทศต่อไป

สำนักงานจะสนับสนุนและให้คำแนะนำช่วยเหลือแก่รัฐวิสาหกิจที่อยู่ระหว่างแปรรูปและที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อลดระยะเวลาและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการเสนอขายหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ตามแผนการแปรรูป รัฐวิสาหกิจ จนถึงปี 2545 รัฐวิสาหกิจที่อยู่ในกลุ่มคมนาคมขนส่ง กลุ่มพลังงาน และกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคม รวมจำนวน 9 แห่ง จะทำการแปรรูป คิดเป็นมูลค่าเสนอขายหุ้นทั้งสิ้น 220,200 ล้านบาท ทั้งนี้หากมีการนำหุ้นที่เกิดจากการแปรรูปเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตามแผนนี้แล้วก็จะช่วยทำให้โครงสร้างของบริษัทจดทะเบียนมีความสมดุลมากขึ้น

ทางการจะดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการเจรจากำหนดเงื่อนไขในลักษณะจูงใจให้บริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐ เช่น การส่งเสริมการลงทุน การได้รับสัมปทาน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทางการจะให้ความสำคัญและดำเนินมาตรการที่จูงใจแก่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเพื่อให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด ทั้งนี้จะต้องประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งควรสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ให้เอื้อต่อการเข้ามาจดทะเบียนของอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยอาจกำหนดกลุ่มเป้าหมายแยกกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาด MAI เพื่อวางกลยุทธ์ในการดึงดูดอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างเหมาะสม เช่น เน้นให้ตลาด MAI เป็นตลาดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจด้าน internet เพื่อสร้างภาพที่น่าสนใจแก่ตลาด MAI ในขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นตลาดสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีฐานะมั่นคงและมีผลการดำเนินงานดีอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาพอสมควร

สำนักงานจะให้การสนับสนุนการพัฒนาและนำเสนอเครื่องมือการระดมทุนและลงทุนประเภทใหม่ ๆ เข้ามาจดทะเบียนในตลาด เช่น index fund และ guaranteed fund ของธุรกิจจัดการลงทุน นอกจากนี้ สำนักงานจะพิจารณาให้การสนับสนุนข้อเสนอของตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตามคำแนะนำของ Boston Consulting Group : BCG) ในการใช้รูปแบบกองทุนรวมเพื่อไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ การพัฒนาหลักทรัพย์ประเภท depository receipt และธุรกิจ investment trust ที่ไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ และเปิดให้ผู้ลงทุนไทยซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนหรือหลักทรัพย์ดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ผู้ลงทุนไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง (diversification) เนื่องจากมีโอกาสในการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่วนทางด้านการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนสามารถกำกับดูแลให้อยู่ในกรอบได้ง่ายกว่าการออกไปลงทุนต่างประเทศโดยตรง ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มความหลากหลายและความน่าสนใจให้กับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วย

ในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำลังอยู่ระหว่างกระบวนการออกฎหมาย คณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้เห็นชอบให้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มจัดให้มีการซื้อขายสินค้าที่มีลักษณะคล้ายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่น derivative warrant และมีแผนที่จะเปิดให้ซื้อขาย index option ในปี 2543 ซึ่งตราสารดังกล่าวเป็นทั้งสินค้าทดแทน (substitute product) และเครื่องมือบริหารความเสี่ยง (hedging product) สำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์โดยตรง ในขณะเดียวกัน ข้อเสนอของทางภาคเอกชนที่จะออกหน่วยลงทุนหรือตราสารประเภท structured product ที่จ่ายผลตอบแทนอิงกับดัชนีราคาหลักทรัพย์ ก็จะได้รับการสนับสนุนจากทางการซึ่งนอกจากสินค้าประเภทนี้จะช่วยให้ตลาดทุนเป็นที่รู้จักของผู้มีเงินออมยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้มีช่องทางลงทุนในตลาดทุนที่สะดวกขึ้นแล้ว ผู้จัดการกองทุนต้องบริหารกองทุนและผู้ออกตราสารต้องบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องโดยการซื้อหลักทรัพย์ในตลาด ซึ่งเป็นการเพิ่มสภาพคล่องในหลักทรัพย์เหล่านั้นด้วย

สำนักงานอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์ และการอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ให้เหมาะสม และปรับระบบการกำกับดูแลการเสนอขายหลักทรัพย์จากระบบอนุญาต (merit based) ในปัจจุบัน ไปสู่ระบบการเปิดเผยข้อมูลเพียงอย่างเดียว (disclosure based) ในอนาคต ทั้งนี้ ระบบการอนุญาตในปัจจุบัน เป็นระบบป้องกันและลดโอกาสที่จะเกิดความเสียหายแก่ผู้ลงทุน ในการจะยกเลิกระบบดังกล่าว จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครองในด้านอื่นแก่ผู้ลงทุนอย่างเพียงพอด้วย โดยเฉพาะในเรื่องกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่มีประสิทธิภาพ ระบบวิธีพิจารณาข้อร้องเรียนที่รวดเร็วและเป็นธรรม รวมทั้งการให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน ผู้วิเคราะห์ ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ออกหลักทรัพย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในตลาดทุน

พิจารณาการจดทะเบียนหลักทรัพย์ในหลายตลาด (dual/multiple listing)

เพื่อรองรับบริษัทไทยที่สนใจนำหุ้นไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศให้นำหุ้นมา จดทะเบียนในตลาดไทยด้วยหรือในทางกลับกันเพื่อเป็นการเปิดให้บริษัทต่างประเทศที่น่าสนใจสามารถเข้ามาจดทะเบียนในตลาดไทย เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ซึ่งในประเด็นนี้จะต้องมีการศึกษาด้านต่าง ๆ เช่น การควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ การทำกำไรจากส่วนต่างของราคาหลักทรัพย์ระหว่าง 2 ตลาด (arbitrage) การกำหนดเกี่ยวกับการทำบัญชีและการรายงานข้อมูล เป็นต้น ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ระบบการชำระราคาและส่งมอบ เพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ด้านอุปสงค์ (ผู้ลงทุนในตลาด)
          เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการออมในรูปของการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ ในขณะที่มีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ค่อนข้างน้อย ดังนั้น เมื่อประชาชนเกิดความเชื่อมั่นประกอบกับมีสินค้าที่มีคุณภาพที่หลากหลาย ก็จะสนใจเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางการก็จะสนับสนุนให้ผู้ลงทุนเข้ามาสู่ตลาดทุนด้วยมาตรการต่าง ๆ รวมทั้งการสร้าง equity culture ให้กับผู้ออมและผู้ลงทุนควบคู่กันไปด้วย ได้แก่

สำนักงานจะส่งเสริมให้ผู้ลงทุนประเภทสถาบันที่มีลักษณะการออมแบบผูกพันระยะยาว เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)และกองทุนชราภาพ (retirement mutual fund) เข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมเครื่องมือการลงทุนที่จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุน เช่น กองทุนรวมที่มีลักษณะเป็น guaranteed fund ซึ่งผู้ลงทุนจะมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนเริ่มแรกจะไม่สูญหายไป เป็นต้น

เงินลงทุนจากต่างประเทศมีบทบาทค่อนข้างมากในตลาดทุนไทยและเป็นสิ่งชี้วัดถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่างประเทศ แต่เนื่องจากตลาดทุนไทยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศและมีระบบการซื้อขายที่จำกัดให้เฉพาะบริษัทสมาชิกเท่านั้นที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ จึงยังไม่เป็นที่ดึงดูดใจของผู้ลงทุนต่างประเทศมากนัก สำนักงานจะได้พิจารณาร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงความเหมาะสมในการเพิ่มช่องทางการส่งคำสั่งซื้อขายให้แก่ผู้ลงทุนจากต่างประเทศสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้โดยตรงจากต่างประเทศ (direct access) รวมทั้งจะพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์ของกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนต่างประเทศ (Thai Trust Fund : TTF) ที่ได้ดำเนินการไปแล้วว่ามีความไม่สะดวกหรือมีอุปสรรคต่อการลงทุนของผู้ลงทุนต่างประเทศหรือไม่

สนับสนุนการกระจายหุ้นที่เกิดจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไปสู่ประชาชนในวงกว้างอันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการที่ดี และเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามาลงทุนในตลาดทุนด้วย

สำนักงานจะดำเนินการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการพื้นฐานของผลตอบแทนและความเสี่ยงของตราสารทางการเงินประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้ จะดำเนินการตามโครงการความรู้สู่ ผู้ลงทุนด้วยการจัดอบรม สัมมนา การจัดทำสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ฯลฯ รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณานำความรู้ด้านการเงินและการลงทุนเสริมเข้าไปในการเรียนการสอนของนักเรียน นักศึกษา เพื่อสร้างฐานความรู้ที่ถูกต้องแก่เยาวชน ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบทบาทในตลาดทุนต่อไปในอนาคต

สำนักงานจะผลักดันให้มีกลไกในการรับข้อร้องเรียนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ให้บริการในธุรกิจหลักทรัพย์ รวมทั้ง การจัดตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาตัดสินข้อพิพาทระหว่างลูกค้าและผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่เกิดจากหรือเกี่ยวเนื่องกับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้ องค์กรต่าง ๆ ในตลาดทุนร่วมกันจัดตั้งกองทุนเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน (Investor Protection Fund : IPF) ซึ่งจะช่วยคุ้มครองทรัพย์สินของผู้ลงทุนที่ซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ โดยผู้ลงทุนจะได้รับชดเชยค่าเสียหายหากบริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของลูกค้าไปใช้โดยไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รับอนุญาต หรือผู้ลงทุนจะได้รับทรัพย์สินของตนเร็วขึ้นในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ประสบปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย

เพื่อให้ผู้ลงทุนรายย่อยที่มีสิทธิเรียกร้องเพียงเล็กน้อยก็อาจได้รับการเยียวยาสิทธิได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีเอง

เพื่ออำนวยความสะดวกหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้แก่การประกอบธุรกิจและการระดมทุนในตลาดทุน เช่น การแต่งตั้งผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ การแต่งตั้งผู้แทนผู้ถือหน่วยลงทุน และการแต่งตั้งผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนส่วนบุคคล เป็นต้น

สำนักงานอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุนเพื่อให้ความ

ช่วยเหลือแก่ผู้ลงทุนที่ไม่มีเงินฟ้องร้องดำเนินคดี (litigation fund)

ด้านการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตลาด

ปัจจุบันพัฒนาการของตลาดทุนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โครงสร้างของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปัจจุบันมีข้อจำกัดหลายประการ กล่าวคือ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นองค์กรที่ขาดความชัดเจนว่าผู้ใดเป็นเจ้าของหรือมีสิทธิในรายได้และสินทรัพย์ต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในขณะเดียวกัน ลักษณะโครงสร้างของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีบริษัทสมาชิกเป็นกรรมการอยู่ถึง 5 คน จึงมีผลให้นโยบายต่าง ๆ จะมีความโน้มเอียงที่จะเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทสมาชิกมากกว่าผลประโยชน์ของบริษัทจดทะเบียนและผู้ลงทุน ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอันสำคัญ (stakeholder) ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ทำให้ขาดเครื่องชี้วัดของการดำเนินงาน ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนถึงแรงจูงใจที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องเปลี่ยนแปลงหรือสร้างนวตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสามารถที่จะแข่งขันกับตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอื่น ซึ่งได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะตั้งตนเป็นศูนย์กลางของการซื้อขายหลักทรัพย์ในภูมิภาค (regional exchange) สำหรับนักลงทุนจากทั่วโลก (global investor) อีกทั้งการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามาช่วยในการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว และมีต้นทุนที่ต่ำลง เช่น การใช้ internet ในการส่งคำสั่งซื้อขาย การซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านElectronic Communication Network (ECN) หรือ Alternative Trading System (ATS) อื่น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ ทั่วโลกให้ต้องปรับตัวให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันนำไปสู่การรวมตัวกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์ด้วยกันหรือระหว่างตลาดหลักทรัพย์กับตลาดอนุพันธ์เพื่อขยายเครือข่ายการซื้อขายหลักทรัพย์และช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้อย่างหลากหลายโดยไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับเวลาในการซื้อขายหรือแม้แต่การรวมตัวกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์กับกิจการประเภทอื่น จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าแนวโน้มพัฒนาการของตลาดหลักทรัพย์ที่เกิดขึ้นในโลกกำลังจะดำเนินไปสู่การปรับโครงสร้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในระบบการซื้อขายให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้มากขึ้น การเปิดให้มีการส่งคำสั่งซื้อขายให้กว้างขึ้น หรือการมี strategic alliance สำนักงานจึงมีแนวคิดที่จะเสนอทบทวนโครงสร้างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้มีโครงสร้างที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ โดยเสนอแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้อยู่ในรูปขององค์การธุรกิจ (corporatization) ซึ่งอาจสามารถแสวงหากำไรได้และมีการกระจายความเป็นเจ้าของ รวมทั้งให้มีการแยกสิทธิในการส่งคำสั่งซื้อขาย (access) ออกจากความเป็นเจ้าของ (ownership) ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนมีการตัดสินใจเชิงธุรกิจ (commercial decision) โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับ และปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันนอกประเทศได้มากขึ้น

ปัจจุบันสภาพคล่องของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดค่อนข้างต่ำ โดยจำนวนหุ้นที่ซื้อขายทั่วไป (free float) โดยเฉลี่ยมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 10 และจำนวนบริษัทที่หุ้นมีการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอมีจำนวนไม่มาก ดังนั้นจึงทำให้ผู้ลงทุนเห็นว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องสูง หรือไม่สนใจลงทุน สาเหตุสำคัญน่าจะเป็นผลต่อเนื่องจากภาวะวิกฤติ ซึ่งทำให้ทางการต้องเข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสถาบันการเงินหลายแห่ง และการปรับโครงสร้างหนี้ของภาคเอกชนก็ทำให้สถาบันการเงิน และ ผู้ร่วมลงทุนรายใหม่เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกิจการ ทำให้จำนวนหุ้นที่เหลืออยู่ในมือประชาชนมีสัดส่วนน้อย นอกจากนี้ ยังมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนหนึ่งมีผลการดำเนินงานที่ดีแต่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้ลงทุน ดังนั้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวสำนักงานจะพยายามจูงใจให้ผู้ถือหุ้นใหญ่กระจายหุ้นเพิ่มขึ้น ขอความร่วมมือทางการในการกระจายหุ้นของสถาบันการเงินที่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว ปรับระบบซื้อขายหลักทรัพย์ให้เหมาะสม ชักจูงหรือผลักดันให้มีการวิเคราะห์หุ้นที่มีผลประกอบการดีแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นข้อมูลในการลงทุน เป็นต้น

ระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์นับเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญและจำเป็นมากต่อตลาดทุน การที่ระบบดังกล่าวมีความมั่นคงจะช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกิดความเชื่อมั่นต่อธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดทุน ทั้งนี้ สำนักงานจะดำเนินการตรวจสอบและวางแนวทางการบริหารความเสี่ยงของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ประเทศไทย (Thailand Securities Depository : TSD) ในฐานะเป็นศูนย์กลางในการทำหน้าที่ชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ (clearing and settlement) เพื่อให้มั่นใจว่า TSD มีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี โดยวางแนวทางการกำหนดหลักเกณฑ์การชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ของสมาชิกให้สอดคล้องกับฐานะการเงิน รวมทั้งจัดให้มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า (early warning system) เพื่อวิเคราะห์ฐานะการเงินของสมาชิกเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ตลาดตราสารหนี้ (debt market)
           ตลาดตราสารหนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการสามารถระดมเงินทุนได้โดยตรงโดยการออกตราสารหนี้ ซึ่งจะช่วยให้ภาคเอกชนที่เป็นผู้ออกหลักทรัพย์สามารถวางแผนเงินกู้ของตนได้ โดยมีแหล่งเงินทุนระยะยาวและโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่แน่นอน และในการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ราคาที่สะท้อนผลตอบแทน (yield) อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามความเสี่ยง จะช่วยเป็นระบบเตือนภัยให้แก่ผู้ลงทุนก่อนที่จะเกิดวิกฤตขึ้น นอกจากนั้น การที่ตราสารหนี้สามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้โดยสะดวก จะทำให้ตราสารหนี้เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจของผู้ลงทุน ประโยชน์สำคัญอีกประการหนึ่งของตลาดตราสารหนี้ก็คือ การที่สามารถใช้เป็นแหล่งพักพิงของเงินทุนในยามที่เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงขึ้นในระบบการเงิน (shock absorber) อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลาที่ผ่านมา ตลาดตราสารหนี้มีพัฒนาการที่จำกัดเนื่องจากขาดปัจจัยที่สำคัญคือสินค้า เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องออกพันธบัตรรัฐบาล สินค้าในตลาดนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นหุ้นกู้ของบริษัท (corporate debenture) และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจซึ่งมีปริมาณไม่มากพอ และไม่มีอัตราผลตอบแทนอ้างอิงสำหรับระยะเวลาปานกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ ในด้านผู้ลงทุนสถาบันก็ยังมีข้อจำกัดในการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัท เนื่องจากมีความเสี่ยงต่าง ๆ กันตามคุณภาพของผู้ออกหลักทรัพย์ ส่วนตลาดรองก็ยังเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่สามารถเป็นกลไกสนับสนุนการระดมทุนผ่านตลาดนี้ได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาสินค้าในตลาดตราสารหนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาลมีการออกพันธบัตรในปริมาณมากเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินและการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับธุรกิจได้หันมาระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้มากขึ้นเนื่องจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ที่ประชาชนได้หันมาให้ความสนใจในตราสารหนี้แทนการฝากเงินซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำอีกด้วย ทางการจึงพิจารณาเห็นความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ทั้งในส่วนของตลาดแรกเพื่อสนับสนุนให้มีการออกตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนประเภทต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และพัฒนาในส่วนของตลาดรองให้เป็นแหล่งรองรับการซื้อขายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นให้มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการประกอบธุรกิจนายหน้าระหว่างผู้ค้าตราสารหนี้ (inter dealer broker : IDB) ผลักดันให้มีข้อมูลเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้โดยสมบูรณ์ สนับสนุนการพัฒนาระบบการชำระราคาและส่งมอบพันธบัตรที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อการพัฒนาตลาดพันธบัตรในประเทศขึ้น โดยมีผู้แทนจากทั้งภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และภาคเอกชนร่วมกันพิจารณาแนวทางพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในด้านต่าง ๆ ซึ่งในสาระสำคัญมีแนวทางดำเนินการดังนี้ ตลาดแรกการออกพันธบัตรภาครัฐ

จากการที่รัฐบาลมีงบประมาณเกินดุลติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 2534 ถึงปี 2540 ทำให้รัฐบาลไม่ได้มีการออกพันธบัตรในช่วงดังกล่าว ตลาดจึงไม่สามารถสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (risk – free benchmark) เพื่อประเมินมูลค่าตราสารหนี้ได้ อย่างไรก็ตามในปี 2541 – 2542 รัฐบาลได้ออกพันธบัตรมูลค่าทั้งสิ้น 500,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับโครงสร้างหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยมีอายุการไถ่ถอนครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ตลาดจะสามารถสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้กระบวนการกำหนดหรือประเมินราคาตราสารหนี้เป็นไปอย่างถูกต้องมีหลักการมากขึ้นได้ โดยตลาดจะสามารถใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเป็นอัตราประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่าง ๆ เทียบกับสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงที่สุด นอกจากนี้ รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการมีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาด จึงมีแผนที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตามตารางเวลาที่กำหนด เพื่อให้ผู้ร่วมตลาดสามารถคาดการณ์อุปสงค์อุปทานของพันธบัตรรัฐบาลได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งได้มีการกำหนดกลยุทธ์การออกพันธบัตรภาครัฐให้สอดคล้องกับแผนการชำระหนี้ โดยได้จัดตั้งสำนักงานบริหารหนี้แห่งชาติ (Debt Management Office) ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการทำหน้าที่ดังกล่าวซึ่งแต่เดิมอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานหลายแห่ง

ทางการอยู่ระหว่างศึกษากรอบข้อกำหนดรองรับการออกพันธบัตรประเภทใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น พันธบัตรที่มีอัตราผลตอบแทนอิงกับดัชนี (index – linked bond) เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน และพันธบัตรอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate Notes : FRN) เป็นต้น อีกทั้งจะได้พิจารณาชนิดของเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นเพื่อการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนในตราสารหนี้ เช่น long term swap, interest rate swap และ bond futures and options เป็นต้น

การออกพันธบัตรภาคเอกชน

โดยมีแนวทาง 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นการปรับเปลี่ยนระบบและหลักเกณฑ์การอนุญาต ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุญาต ทำให้บริษัทสามารถเสนอขายหุ้นกู้ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้นทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงิน นอกจากนี้ ยังจะผ่อนคลายปรับลดเกณฑ์การอนุญาต เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลรวมถึงภาระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สำหรับการออกและเสนอขายหุ้นกู้ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนการอนุญาตและเสนอขายและลดภาระค่าใช้จ่าย สำหรับแนวทางประการที่สอง คือการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการเสนอขายหุ้นกู้แก่บุคคลในวงจำกัด (private placement : PP) เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการใช้ช่องทางการเสนอขายหุ้นกู้แก่บุคคลในวงจำกัด ในการกระจายหุ้นกู้ไปสู่ผู้ลงทุนในวงกว้างโดยไม่ผ่านกระบวนการการอนุญาตและการเปิดเผยข้อมูลแบบการเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป (public offering)

ในระยะที่ผ่านมา สำนักงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ในการทำธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ไปแล้วระดับหนึ่ง แม้ว่าจะยังไม่มีการทำธุรกรรมแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์โดยเฉพาะตราสารหนี้ประเภท asset – backed securities ภายใต้พระราชกำหนดนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ พ.ศ. 2540 เนื่องจากภาวะการณ์ทางการเงินในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย แต่คาดว่าธุรกรรมประเภทนี้จะมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินในระยะต่อไปเมื่อภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นปกติ ดังนั้น สำนักงานจะให้การสนับสนุนการทำธุรกรรมนี้ โดยการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ด้านภาษีและบัญชี เป็นต้น เพื่อเอื้ออำนวยให้การทำธุรกรรมการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เป็นทางเลือกในการระดมทุนของกิจการและเป็นการส่งเสริมให้มีสินค้าที่มีคุณภาพสำหรับผู้ลงทุน

สำนักงานจะให้การสนับสนุนการออกและเสนอขายตราสารหนี้ประเภทใหม่ ๆ ของภาคเอกชน เช่น structured notes เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ระดมทุนในการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ประเภทที่สอดคล้องกับความต้องการบริหารความเสี่ยงของกิจการ และเพื่อเพิ่มความหลากหลายของ สินค้าในตลาดทุน

เพื่อส่งเสริมให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในตราสารหนี้ สำนักงานได้ดำเนินนโยบายในเรื่องนี้ว่า ในการออกตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป (public offering) หรือการเสนอขายต่อบุคคลในวงจำกัด (private placement) ควรต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารการเงินนั้น ๆ ก่อน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ สำนักงานได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ระดมทุน

ผู้ลงทุนในตลาด

ทางการจะศึกษาอุปสรรคของการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนประเภทสถาบัน ได้แก่ บริษัทประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทจัดการลงทุน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เพื่อจะได้เป็นการสนับสนุนให้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุน อันจะนำไปสู่การเพิ่มอุปสงค์ของการลงทุนในตราสารหนี้ได้มากขึ้น

สำนักงานเห็นความสำคัญของการพัฒนาที่ปรึกษาการลงทุนให้มีบทบาทในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และเป็นผู้แนะนำการลงทุนในตราสารหนี้ โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ลดลงไปอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ประชาชนผู้ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์เริ่มหันเหนำเงินมาลงทุนในตราสารหนี้ จึงควรสนับสนุนให้ที่ปรึกษาการลงทุนมีบทบาทมากขึ้นในการให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุน โดยจะเป็นการช่วยให้ผู้ลงทุนมีความรู้เพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจตัดสินใจลงทุน (เป็นแผนงานเดียวกับที่ปรากฏในตลาดตราสารทุน)

ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้จะทำหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้ อันมีบทบาทสำคัญที่จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน เพื่อให้มีผู้ประกอบธุรกิจประเภทนี้มีจำนวนมากพอที่จะเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน สำนักงานจึงเห็นสมควรเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำธุรกิจนี้มากขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะสถาบันการเงินขนาดใหญ่

ทางการจะดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันมีผู้ออมจำนวนมากนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ออกมาเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอเกี่ยวกับลักษณะและประเภทของตราสาร ตลอดจนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยในตลาด เพื่อที่ผู้ลงทุนจะมีความรู้ที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ นอกจากนั้น ในระยะยาว สำนักงานจะดำเนินโครงการให้ความรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในเรื่องที่เกี่ยวกับตลาดทุนโดยรวม (เป็นแผนงานเดียวกับที่ปรากฏในตลาดตราสารทุน)

ตลาดรอง

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบ primary dealer เพื่อทำหน้าที่สร้างสภาพคล่องของตลาดรองและเป็นคู่ค้าของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการทำ open market operation โดยในเบื้องต้นธนาคารธนาคารแห่งประเทศไทย ได้คัดเลือกสถาบันการเงิน 9 แห่ง ที่ได้รับใบอนุญาตค้าตราสารหนี้จากสำนักงาน เพื่อทำหน้าที่เป็นคู่ค้าตราสารหนี้กับธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจากนั้น จะมีการปรับเปลี่ยนสถาบันคู่ค้าที่มีผลงานต่ำที่สุด 2 อันดับออกทุก ๆ ระยะ เช่น 6 เดือน การคัดเลือกและแต่งตั้ง primary dealer จะดำเนินการภายหลังเมื่อได้มีการประเมินศักยภาพของสถาบันคู่ค้าแล้วระยะหนึ่งการจัดให้มีสถาบันคู่ค้าและ primary dealer ได้ช่วยเพิ่มจำนวน market maker ในตลาดได้ในระดับหนึ่ง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ market maker ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (securities lending and borrowing : SBL) ในฐานะ agent ได้ และกำลังพิจารณาเรื่องการอนุญาตให้สถาบันการเงินทำธุรกรรมดังกล่าวในฐานะ principal ด้วย

นอกจากนี้ สำนักงานจะสนับสนุนให้สถาบันการเงินที่มีความพร้อมสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจเป็นผู้ค้าตราสารหนี้ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวน market maker ได้อีกทางหนึ่ง โดยการผ่อนคลายเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของสถาบันการเงินที่จะได้รับใบอนุญาตค้าตราสารหนี้ โดยจะยกเลิกการพิจารณาผลการดำเนินงานในอดีต แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการพิจารณาความมั่นคงของสถาบันการเงินเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

สำนักงานได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดสภาพคล่องและความโปร่งใสของข้อมูลในตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางในการรวบรวมราคาเสนอซื้อขายและข้อมูลการซื้อขาย จึงได้เสนอให้กระทรวงการคลังออกใบอนุญาตการประกอบธุรกิจนายหน้าระหว่างผู้ค้าตราสารหนี้ (inter dealer broker : IDB) ซึ่งถือเป็นธุรกิจหลักทรัพย์อีกประเภทหนึ่ง IDB ทำหน้าที่เป็น wholesale broker ในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการซื้อขายระหว่างผู้ค้าตราสารหนี้ โดยเป็นผู้รวบรวมราคาเสนอซื้อขายแบบ real – time และช่วยจับคู่การซื้อขายระหว่างผู้ค้า โดยที่คู่สัญญาต่างไม่ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร (anonymous basis) ดังนั้น IDB จึงช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความโปร่งใสในการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง ทั้งนี้ ร่างกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังและคาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี 2543 นี้

สำนักงานกำหนดให้ผู้ค้าตราสารหนี้จะต้องทำการขึ้นทะเบียนผู้ค้าตราสารหนี้ (registered trader) กับศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย (Thai Bond Dealing Center : Thai BDC) โดย Thai BDC จะได้จัดทำร่างข้อกำหนดเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนผู้ค้าตราสารหนี้ รวมทั้งจะได้มีการเตรียมการเกี่ยวกับการทดสอบความรู้ของผู้ค้าตราสารหนี้เพื่อทำการขึ้นทะเบียนกับ Thai BDC ด้วย

สำนักงานจะพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ รวมทั้งธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนที่มีใบอนุญาตค้าตราสารหนี้ เพื่อกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานในเรื่องของการควบคุมการปฏิบัติงาน (control) การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการค้าหลักทรัพย์ (market conduct) และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ติดต่อลูกค้า (sales conduct)

การมีข้อมูลที่สมบูรณ์เกี่ยวกับราคาและปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง จะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ซึ่งมาตรการหนึ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือ การกำหนดให้สถาบันการเงินที่ได้รับใบอนุญาตค้าตราสารหนี้รายงานข้อมูลการซื้อขายตราสารหนี้ที่เกิดขึ้นในแแต่ละวันแก่ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทยนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2543 เพื่อ Thai BDC จะได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและเผยแพร่ ทั้งนี้ สำนักงานจะได้ติดตามและปรับปรุงระบบสารสนเทศให้มีความโปร่งใสและประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

Thai BDC มีแผนที่จะนำระบบการซื้อขายใหม่มาใช้ ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถให้บริการได้ 2 รูปแบบ คือระบบ auto matching สำหรับการซื้อขายตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่อง และระบบ electronic person - to - person สำหรับการซื้อขายตราสารหนี้ที่ไม่มีสภาพคล่องและธุรกรรมซื้อคืน การเปิดให้ Thai BDC และ IDB ให้บริการในการจับคู่ให้เกิดการซื้อขายได้เหมือนกัน จะช่วยให้ผู้ร่วมตลาดได้รับประโยชน์ เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องแข่งขันกันเสนอบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้มีการซื้อขายตราสารหนี้มากขึ้น

ธุรกรรมซื้อคืนตราสารหนี้ (repurchase) เป็นเครื่องมือในการบริหารเงินและเพิ่มสภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ และเพื่อให้ธุรกรรมดังกล่าวมีการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน ทางการจึงได้พิจารณากำหนดรูปแบบสัญญามาตรฐาน (master agreement) ในการทำธุรกรรมซื้อคืนตราสารหนี้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยใช้สัญญามาตรฐานของ Public Securities Association/International Securities Market Association (PSA/ISMA) เป็นต้นแบบ และธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาวางแนวทางสนับสนุนเพื่อให้เกิดตลาดซื้อคืนต่อไป

ปัจจุบันระบบการชำระราคาและส่งมอบพันธบัตรเป็นระบบ Real - Time Gross Settlement (RTGS) แบบกึ่งอัตโนมัติ โดยการโอนเงินทำโดยอัตโนมัติผ่านทางระบบ Bahtnet ซึ่งเป็นระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในขณะที่การโอนพันธบัตรยังต้องอาศัยการส่งหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรไปยังธนาคารฯ และธนาคารฯ จะตรวจสอบจำนวนเงินของผู้ซื้อและพันธบัตรของผู้ขายว่ามีเพียงพอ ก่อนที่จะทำการโอนเงินไปยังผู้ขายและโอนพันธบัตรไปยังผู้ซื้อในเวลาเดียวกันเพื่อพัฒนาให้การชำระราคาและส่งมอบพันธบัตรเป็นแบบ delivery - versus - payment (DVP) ธนาคารแห่งประเทศไทย สนับสนุนให้ใช้การโอนเงินทางระบบ Bahtnet และการฝากพันธบัตรในระบบ scripless โดยได้ประสานงานกับสำนักงานในการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ให้สามารถใช้บทสันนิษฐานซึ่งรองรับกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่แท้จริง ในระบบรับฝากหลักทรัพย์แบบหลายชั้น (multi - tiered holding structure) ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้บริการรับฝาก

หลักทรัพย์ (กฎหมายปัจจุบันมีบทสันนิษฐานที่ใช้ได้เฉพาะการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือบริษัทลูกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้บริการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เท่านั้น)มาตรการดังกล่าวเป็นการเตรียมการสำหรับระบบ Bahtnet2 ที่จะมีลักษณะเป็น DVP เต็มรูปแบบซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการชำระราคาและส่งมอบพันธบัตร โดยการโอนเงินและพันธบัตรจะทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์พร้อมกัน ภายหลังจากการตรวจสอบความเพียงพอของเงินและพันธบัตรโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน และคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ระบบ Bahtnet2 ได้ภายในครึ่งแรกของปี 2544

ปัญหาด้านภาษีที่สำคัญสำหรับผู้ค้าตราสารหนี้เกี่ยวข้องกับภาษีธุรกิจเฉพาะ (special business tax : SBT) ซึ่งเก็บจากรายรับโดยไม่ให้นำรายจ่ายมาหัก (gross basis) จึงเป็นอุปสรรคสำหรับการซื้อขายตราสารหนี้ในลักษณะ trading เพราะผู้ที่มีธุรกรรมการซื้อขายมากต้องเสียภาษีมากขึ้น สำนักงานได้ประสานงานกับกรมสรรพากรในการแก้ปัญหาภาษีที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตราสารทางการเงิน ซึ่งบางปัญหาก็ได้รับการแก้ไขไปแล้ว เช่น ภาษีเงินได้จากการทำธุรกรรมยืมและให้ยืมหลักทรัพย์และธุรกรรมซื้อคืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องดังกล่าว นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้รับความช่วยเหลือด้านเทคนิคจาก World Bank ในการศึกษาปัญหาของระบบกฎหมายภาษีของไทยที่เกี่ยวข้องกับตราสารการเงิน โดยเน้นที่ตราสารหนี้และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อวางแนวทางการเก็บภาษีที่เหมาะสมต่อไป

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures market)
           ตลาดทุนไทยได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และจำเป็นต้องพัฒนาไปในรูปแบบที่เป็นสากลและตามทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดทุนโลก เพื่อคงไว้ซึ่งศักยภาพในการแข่งขัน รวมทั้งดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น การจัดตั้งตลาดซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อให้เกิดธุรกรรมการทำสัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า ณ ราคาและเวลาที่กำหนดไว้ในอนาคตโดยอ้างอิงกับสินค้าต่าง ๆ อันได้แก่ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตลาดตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้ และจะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้โครงสร้างของระบบการเงินมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เนื่องจากตลาดดังกล่าวจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการและผู้ลงทุนใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง (hedging instruments) ที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของการลงทุนในตลาด รวมทั้งยังเป็นการสร้างระบบที่ทำให้ทราบถึงราคาซื้อและราคาขายที่แท้จริง (price discovery) ของสินค้าต่าง ๆ ข้างต้น ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการระดมทุนของธุรกิจให้สามารถนำเงินออมของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนี้สำนักงานจึงจัดเตรียมให้มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อันได้แก่ พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. …. ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการออกกฎหมาย เมื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้วจะสามารถรองรับการดำเนินการอันจะทำให้เกิดตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ รวมทั้งจะต้องมีการเตรียมความพร้อมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในตลาด โดยมีแนวทางดำเนินการดังนี้
การเตรียมการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

สำนักงานจะกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งจะทำหน้าที่ให้บริการหรืออำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และเนื่องจากความสำเร็จของตลาดขึ้นอยู่กับทั้งตัวสินค้าและความสามารถของตลาดในการดูแลให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการซื้อขาย ตลอดจนความมั่นใจในระบบการชำระหนี้ตามสัญญาที่ซื้อขาย การพิจารณาจัดตั้งตลาดจึงต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ขออนุญาตทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือของสมาชิก ความสามารถในการกำกับดูแลสมาชิกให้ปฏิบัติตามมาตรฐานจรรยาบรรณที่ดี การมีกระบวนการตัดสินข้อพิพาทที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ สำหรับโครงสร้างการกำกับและรูปแบบของตลาดจะต้องให้มีความยืดหยุ่นไว้เพื่อรองรับรูปแบบตลาดที่หลากหลายขึ้น อันเนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยตลาดที่จะจัดตั้งขึ้น อาจมีความหมายได้หลายระดับตั้งแต่ระดับที่มีลักษณะเป็นศูนย์กลางสำหรับคำสั่ง (เช่น การจับคู่คำสั่งระหว่างนายหน้า) ลงมาจนถึงระดับการให้บริการเครือข่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น internet) หรือการจัดระบบหรืออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่จะซื้อขายสามารถตกลงหรือจับคู่สัญญากันได้ สำหรับกิจการที่เกี่ยวข้อง สำนักงานจะได้กำหนดหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาต การรับจดทะเบียน และการประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสถาบันตัวกลาง ได้แก่ นายหน้า (broker) ผู้ค้า (dealer) และที่ปรึกษาการลงทุน (advisor) และผู้จัดการเงินทุน (fund manager) เป็นต้น นอกจากนี้ จะต้องมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารและผู้ถือหุ้น การจัดทำบัญชีและงบการเงิน รวมทั้งการแยกทรัพย์สินของลูกค้าออกจากทรัพย์สินของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวด้วย

สำนักงานจะกำหนดหลักเกณฑ์การจัดตั้งสำนักหักบัญชีสำหรับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบ ในการจัดตั้งจะต้องมีข้อกำหนดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเงินกองทุนขั้นต่ำที่เพียงพอของสมาชิกและการกำกับดูแลเพดานยอดการลงทุนและอัตราความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของสมาชิกสำนักหักบัญชีนอกจากนี้ สำนักงานจะสนับสนุนให้สำนักหักบัญชีจัดตั้งกองทุนประกันความเสียหาย (guarantee fund) หรือกองทุนสำรอง (reserve fund) ไว้สำหรับการชดใช้หนี้สินและชำระเงินคืนให้กับลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้าได้รับความเสียหายที่เกิดจากจากการที่สมาชิกไม่สามารถชำระเงินตามภาระผูกพันกับสำนักหักบัญชีได้ รวมทั้งจะต้องพิจารณากำหนดแนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงของอัตราการวางเงินเพื่อการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (future margin risk analysis) เพื่อตรวจสอบการกระจุกตัวของยอดการลงทุน และการคำนวณจำนวนเงินที่สมาชิกจะต้องนำมาวางเพื่อการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (margin exposure)

สำนักงานจะเตรียมออกกฎเกณฑ์รองรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเฉพาะสินค้าอ้างอิงในตลาดเงิน เช่น หลักทรัพย์ อัตราดอกเบี้ย เงินตราสกุลใด ๆ เป็นต้น ทั้งนี้จะเป็นสัญญาที่มีมูลค่าเปลี่ยนแปลงไปตามสินค้าอ้างอิง ทั้งประเภทที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีพันธะตามข้อตกลงต่อกัน(futures) และสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีสิทธิข้างเดียว (option)

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับธุรกรรมการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่จะมีขึ้น สำนักงานได้ประสานงานกับสมาคมนักบัญชี เพื่อกำหนดมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวข้องและประสานงานกับกรมสรรพากรเพื่อวางแนวทางการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การเตรียมความพร้อมและสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้มีส่วนร่วมในตลาด

ก่อนที่พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะมีผลใช้บังคับ สำนักงานได้เตรียมการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ไว้ก่อน โดยการอนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์จัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนหาประสบการณ์ในตราสารประเภทที่มีลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ ซึ่งก็ได้ผลดีเป็นที่พอใจ นอกจากนั้น ได้อนุญาตให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำสินค้าที่มีลักษณะทดแทนสินค้าดังกล่าว
เช่น derivative warrant และ index option เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ

           สำนักงานได้ดำเนินโครงการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปโดยการจัดอบรมเกี่ยวกับการซื้อขายหรือลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจการเงิน ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากภาครัฐ บริษัทนายหน้า และประชาชนทั่วไป รวมทั้งมีแผนที่จะให้ความรู้ด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องตามโครงการความรู้สู่ผู้ลงทุน ซึ่งจะครอบคลุมตลาดทุนในทุก ๆ ด้าน

ธุรกิจหลักทรัพย์ (securities business)

          ธุรกิจหลักทรัพย์เป็นธุรกิจการเงินประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่โน้มนำให้เกิดธุรกรรม การซื้อขายสินค้าในตลาดทุน หรือเป็นตัวกลางระหว่างผู้ออกหลักทรัพย์และผู้ถือหลักทรัพย์ ซึ่งได้แก่ นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (broker) ผู้ค้าหลักทรัพย์ (dealer) ผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (underwriter) รวมทั้งที่ปรึกษาการลงทุน (investment advisor) ธุรกิจดังกล่าวจึงมีบทบาทที่สำคัญต่อตลาดทุน เนื่องจากเป็นผู้กระตุ้นและปรับปรุงประสิทธิภาพในการลงทุนและการออม โดยการช่วยเสริมสร้างสภาพคล่อง การให้บริการข้อมูล และการบริหารความเสี่ยง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกรรมในตลาดทุนสามารถดำเนินไปด้วยดี ในอดีตสถาบันการเงินประเภทใดจะสามารถประกอบธุรกิจการเงินประเภทใดได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมด้านธนาคาร (banking business) หรือมิใช่ด้านธนาคาร (non-banking business) จะมีการจัดแบ่งประเภทไว้ค่อนข้างชัดเจน โดยมีพื้นฐานแนวคิดในเรื่องการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม แรงผลักดันในการเปิดเสรีทางการเงิน (financial liberalization) และกระแสโลกาภิวัตน์ (globalization) ส่งผลให้ภาวะการแข่งขันในการให้บริการของสถาบันการเงินต่าง ๆ มีแนวโน้มสูงขึ้น การผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในเรื่องขอบเขตการให้บริการของสถาบันการเงินโดยสถาบันการเงินประเภทต่าง ๆ ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนอกเหนือจากขอบเขตเดิมได้ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ เช่น ธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจค้าหลักทรัพย์และจัดจำหน่ายหลักทรัพย์อันเป็นตราสารหนี้ได้ ทำให้การแบ่งขอบเขตการประกอบธุรกิจตามประเภทของสถาบันการเงินเริ่มมีความไม่ชัดเจน นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจหลักทรัพย์ไทยยังมีการเปลี่ยนแปลงไปมากเนื่องจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีจำนวนผู้ประกอบการลดลงและกลายเป็นธุรกิจที่มีผู้ถือหุ้นเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศและในประเทศเป็นส่วนใหญ่ จากแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงข้างต้นทำให้สำนักงานต้องเร่งวางแนวทางในการพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจ โดยสนับสนุนให้เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ โดยจะไม่เข้าไปเป็นอุปสรรคแทรกแซงโดยไม่จำเป็น ในการนี้ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ จะต้องมีความยืดหยุ่นและสามารถเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำนักงานยังให้ความสำคัญ ได้แก่ มาตรฐานด้านความมั่นคง และมาตรฐานการให้บริการ ซึ่งจะต้องเป็นไปให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยคำนึงถึงระบบการเงินโดยรวมและผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการมีดังนี้ ด้านการพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์

            เพื่อเป็นการส่งเสริมการแข่งขันในการให้บริการธุรกิจประเภทนี้ อันจะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจและจูงใจให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการให้บริการแบบต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อรับกับกระแสการผ่อนคลายทางด้านการให้บริการของสถาบันการเงินของโลก สำนักงานจะพิจารณาโครงสร้างที่เหมาะสมของการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ของสถาบันการเงินประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะกรณีการประกอบธุรกิจข้ามสถาบันของธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจจัดการลงทุน ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจการเงินอื่น ๆ ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวควรจะต้องมีการหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป

            สำนักงานพิจารณาว่าระบบการเปิดเสรีใบอนุญาต (free entry/free exit) น่าจะเป็นระบบที่เหมาะสมสำหรับการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เนื่องจากระบบเดิมที่มีการกำหนดจำนวนผู้ประกอบธุรกิจก่อให้เกิดข้อจำกัดสำหรับผู้มีความพร้อมในการเข้ามาประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังเป็นการจำกัดทางเลือกในการใช้บริการสำหรับผู้ลงทุนด้วย อย่างไรก็ตาม ระบบการเปิดเสรีนี้จะดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบก็ต่อเมื่อกลไกราคา (pricing) ซึ่งได้แก่ โครงสร้างอัตราค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งในปัจจุบันนี้ ทางการกำลังดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่านายหน้าดังกล่าว เพื่อให้เป็นโครงสร้างที่มีการเจรจาต่อรองอัตรากันได้อย่างเสรีในที่สุดสำหรับในช่วงที่กลไกราคายังไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์นี้ สำนักงานพิจารณาว่าควรชะลอการใช้ free entry แต่ให้มี free exit ได้ โดยคงเพดานจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ไว้ กล่าวคือ ในกรณีที่มี free exit ซึ่งอาจเกิดจากมีผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่ขาดคุณสมบัติหรือขาดความพร้อมหรือไม่เหมาะสมที่จะประกอบธุรกิจต่อไปหรือประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจด้วยความสมัครใจ ทางการก็อาจจะพิจารณาความเหมาะสมในการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการใหม่แทนจำนวนที่ว่างลง รวมทั้งสนับสนุนให้บริษัทหลักทรัพย์ที่ยังมีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ไม่ครบสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตส่วนที่ขาดได้ ทั้งนี้ สำนักงานมีนโยบายที่จะปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้เหมาะสมกับต้นทุนในการกำกับดูแลของทางการ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนักนอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนนโยบายการเปิดเสรีข้างต้น สำนักงานมีแนวคิดเกี่ยวกับการกำหนดอายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ โดยเมื่อใบอนุญาตครบอายุแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ต้องผ่านการตรวจสอบเกี่ยวกับความพร้อมและความสามารถในการประกอบธุรกิจ (fit and proper) ก่อนที่จะได้รับการต่ออายุใบอนุญาต (renewal of license) ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจดำรงคุณสมบัติในเรื่องความพร้อมและความสามารถในการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

        สำนักงานจะผ่อนคลายเกณฑ์การเปิด ย้าย และขยายพื้นที่ทำการสาขาของบริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ ได้มีการเปิดโอกาสให้บริษัทหลักทรัพย์ในปัจจุบันที่มีความพร้อมสามารถรับคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ทาง internet จากลูกค้าได้ ทั้งนี้ โดยจะยังคงให้ความสำคัญในหลักการเดิมคือ คุ้มครองผู้ลงทุน สร้างความมั่นคงให้ตลาด และลดความเสี่ยงที่จะมีต่อระบบ ซึ่งหากกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาธุรกรรมในลักษณะดังกล่าว สำนักงานก็พร้อมที่จะพิจารณาปรับปรุงแก้ไข

           สำนักงานจะพิจารณาช่องทางที่จะให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถไปลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้บริษัทหลักทรัพย์ที่มีความพร้อมไปประกอบธุรกิจในต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และกระจายความเสี่ยง (diversification) ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ จำเป็นต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเนื่องจากมีประเด็นนโยบายเกี่ยวกับการนำเงินทุนออกนอกประเทศ

ด้านการกำกับดูแลธุรกิจหลักทรัพย์ให้มีมาตรฐาน

สำนักงานจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ อันจะสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบธุรกิจ หลักทรัพย์มีความพร้อมและมีคุณสมบัติที่เหมาะสม สามารถให้บริการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานที่ดี โดย

            สำนักงานกำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทหลักทรัพย์ต้องดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิสำหรับการประกอบธุรกรรมต่าง ๆ ให้เพียงพอ นอกจากนี้ ยังจะพิจารณากำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับความเพียงพอของเงินกองทุนสำหรับสถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจในลักษณะของการรวมกลุ่มกัน (financial conglomerate) โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการกำกับดูแลสถาบันการเงินระหว่างหน่วยงานที่กำกับดูแลและที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้การกำกับดูแลธุรกิจที่รวมกลุ่มกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ธุรกิจจัดการลงทุน (asset management business)

           ธุรกิจจัดการลงทุนเป็นธุรกิจการเงินอีกประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่เอื้ออำนวยการเข้าสู่ตลาดทุนของประชาชนภายใต้การบริหารทรัพย์สินของผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพ ซึ่งจะเป็น ทางเลือกในการออมเงินอีกทางหนึ่งสำหรับประชาชน ดังเช่นการนำเงินไปลงทุนตามโครงการกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล แทนการฝากธนาคารหรือลงทุนในหลักทรัพย์โดยตรง โดยธุรกิจจัดการลงทุนหรือที่เรียกว่าผู้ลงทุนประเภทสถาบันจะนำเงินที่ประชาชนลงทุนในโครงการดังกล่าวไปลงทุนในตราสารทางการเงินต่าง ๆ ธุรกิจดังกล่าวจึงมีความสำคัญทั้งในด้านของ การช่วยระดมเงินออมในประเทศ และช่วยบริหารทรัพย์สินแทนประชาชนที่เป็นเจ้าของเงิน ในช่วงที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ทางการเงินได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจจัดการลงทุนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในภาวะปัจจุบันที่อัตราผลตอบแทนในตลาดเงินอยู่ในระดับต่ำ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะสนับสนุนให้ประชาชนลงทุนผ่านผู้ลงทุนประเภทสถาบันเหล่านี้ เพื่อส่งเสริมนโยบายเงินออมภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศและเสริมสร้างเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว ด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าว สำนักงานจึงต้องเร่งปรับปรุงโครงสร้างและรูปแบบการประกอบธุรกิจจัดการลงทุนให้มีความคล่องตัวและมีการจัดการที่ดี รวมทั้งเน้นในเรื่องการดูแลให้ ผู้บริหารทรัพย์สินของประชาชนมีความรู้และปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพและเต็มความสามารถ (fiduciary duty) เพื่อให้ผู้มีเงินออมมีความเชื่อมั่นในความมั่นคงของธุรกิจ รวมทั้งระบบคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ลงทุน และใช้เป็นทางเลือกในการออมและการลงทุน นอกจากนี้ สำนักงานยังจะแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ อันเป็นอุปสรรคต่อการจัดการธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในฐานะผู้ลงทุนประเภทสถาบันด้วย ทั้งนี้ แนวทางดำเนินการของสำนักงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

          สำนักงานจะทบทวนการให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจจัดการลงทุน (asset management business) โดยอาจพิจารณาอนุญาตให้มีใบอนุญาตการจัดการลงทุนเพียงใบเดียวซึ่งสามารถจัดการลงทุนได้ทั้ง 3 ประเภท คือ กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล เนื่องจากการประกอบธุรกิจดังกล่าวจะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน กล่าวคือ จะต้องมีระบบงานที่ชัดเจน เป็นธรรม และไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ อย่างไรก็ดี การจัดการกองทุนส่วนบุคคลอาจได้รับข้อยกเว้นให้สามารถดำเนินการร่วมกับธุรกิจหลักของสถาบันการเงินประเภทอื่นที่ในปัจจุบันเป็นผู้รับฝากทรัพย์สินของลูกค้าอยู่แล้ว นอกจากนี้ สำนักงานยังจะพิจารณา

การให้ใบอนุญาตประเภทดังกล่าวเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาจำนวนที่เหมาะสมของผู้ประกอบการในธุรกิจจัดการลงทุน โดยมุ่งที่จะดำเนินการไปในทางที่จะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับผลประโยชน์สูงสุด

          สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจัดการลงทุนซึ่งสามารถจำแนกตามหน้าที่และความ รับผิดชอบได้เป็น 4 ประเภท คือ ผู้จัดการกองทุน (fund manager) ผู้ปฏิบัติการ (administrator) ผู้ดูแลผลประโยชน์ (trustee) และผู้รับฝากทรัพย์สิน (custodian) ซึ่งในปัจจุบันกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการกองทุนรวมได้กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนกับผู้ปฏิบัติการต้องเป็นบุคคลเดียวกันเช่นเดียวกับผู้ดูแลผลประโยชน์กับผู้รับฝากทรัพย์สิน จึงทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในการประกอบธุรกิจและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ สำนักงานจึงจะปรับปรุงการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับกองทุนรวมให้ชัดเจน

          สำนักงานจะพิจารณาขยายขอบเขตการลงทุนของธุรกิจจัดการลงทุนให้ครอบคลุมตราสารและช่องทางการลงทุนประเภทใหม่ ๆ เช่น การจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมประเภท guaranteed fund, index fund, money market fund, feeder fund และ derivatives fund รวมทั้งการเปิดโอกาสให้กองทุนสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ซึ่งจะช่วยพัฒนาธุรกิจจัดการลงทุนและทำให้ผู้ลงทุนไทยได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง (diversification)

          ตามมาตรา 96 แห่ง พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขใหม่ไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียนขั้นต่ำของบริษัทจัดการ สำนักงานจึงกำหนดมาตรการรองรับในเรื่องความเพียงพอของเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทจัดการ

         สำนักงานจะพิจารณากำหนดให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจจัดการลงทุนต้องจัดให้มีและดำรงหลักประกันที่เพียงพอ (surety) เพื่อรองรับการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ลงทุนในกรณีที่มีการฟ้องร้อง นอกจากนี้ จะผลักดันให้มีกลไกในการรับข้อร้องเรียนสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการประกอบธุรกิจจัดการลงทุน รวมทั้งการจัดตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาตัดสินข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินธุรกรรมกับบริษัทจัดการ

          สำนักงานจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเกณฑ์การจัดการลงทุนต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การอนุญาตให้กองทุนรวมกู้ยืมเงินได้ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งรองรับการพัฒนาตราสารประเภทใหม่ ๆ นอกจากนี้ ยังจะต้องแก้ไขภาพพจน์ของธุรกิจจัดการลงทุน โดยปรับปรุงการขายและโฆษณาขายหน่วยลงทุนไม่ให้มีลักษณะชวนเชื่อให้หลงเข้าใจผิด และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนทั่วไป เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ธุรกิจจัดการลงทุนมีภาพพจน์เป็นลบ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเสนอขายหน่วยลงทุนของบริษัทจัดการผ่านตัวแทนขายหน่วยลงทุนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยลงทุนดีพอ และอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากความไม่เข้าใจของผู้ลงทุนในเรื่องสภาวะตลาดและความเสี่ยงของการลงทุนในหลักทรัพย์

          สำนักงานจะพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดให้กองทุนรวมจัดตั้งในรูปแบบบริษัท (corporation) เนื่องจากแม้ว่าในปัจจุบันพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้กำหนดให้กองทุนรวมมีฐานะเป็นนิติบุคคลพิเศษ โดยมีลักษณะของการจัดตั้งและการเลิกกองทุนรวมคล้ายกับการจัดตั้งและการเลิกบริษัท อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงานบางประการของกองทุนรวมยังขาดบทบัญญัติทางกฎหมายรองรับ เช่น การประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งจะต้องพิจารณาความจำเป็นในการกำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะต้องพิจารณาในเรื่องของการใช้สิทธิออกเสียง (voting) ในฐานะผู้ถือหุ้นของกิจการ โดยที่กองทุนรวมเป็นผู้ลงทุนประเภทสถาบันซึ่งควรมีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการต่าง ๆ ที่กองทุนรวมลงทุนไว้ อันจะเป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนนอกจากนี้ สำนักงานจะพัฒนาช่องทางการจำหน่ายหน่วยลงทุน โดยเปิดให้มีการ แนะนำการลงทุนได้ถึงตัวลูกค้าอย่างแพร่หลายกว่าในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ถือหน่วยลงทุน รวมทั้งประชาชนที่มีเงินออมซื้อขายหน่วยลงทุนได้สะดวกขึ้น แต่จะต้องมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม เช่น ระบบการให้ความเห็นชอบตัวแทนขายหน่วยลงทุน

ในช่วงที่ผ่านมาการจัดตั้งและการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังมิได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง และการกำกับดูแลกองทุนดังกล่าวก็ยังมิได้เป็นมาตรฐานเดียวกับธุรกิจจัดการลงทุนประเภทอื่น สำนักงานจะสนับสนุนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นทางเลือกในการออมที่น่าสนใจดังนี้

ในปัจจุบันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่สามารถนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ เนื่องจากข้อจำกัดตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เกรงว่าอาจจะมีเงินไหลออกจากระบบ อย่างไรก็ดี การเพิ่มช่องทางการลงทุนรวมถึงการ ลงทุนในต่างประเทศในจำนวนที่จำกัดอาจก่อให้เกิดผลดีต่อการจัดการลงทุน คือ เป็นการกระจายการลงทุนและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์หรือภาวะเศรษฐกิจที่ผันแปรในประเทศสำหรับในส่วนของลูกจ้างผู้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำนักงานจะพิจารณาเรื่องการแก้ไขข้อจำกัดในเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน (mobility of labor) เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากปัจจุบันกรณีที่ลูกจ้างมีการย้ายงานเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ลูกจ้างจำเป็นต้องมีระยะเวลาทำงานอย่างต่อเนื่องและเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของสถานประกอบการอีกแห่งหนึ่งในทันที ซึ่งในทางปฏิบัตินายจ้างส่วนใหญ่จะกำหนดระยะเวลาทดลองงาน ทำให้ลูกจ้างสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทบทวนการอนุญาตให้ลูกจ้างเลือกลงทุนได้เอง (employees’ choices) เพื่อให้ลูกจ้างมีทางเลือกในการออมในรูปแบบการลงทุนที่หลากหลายเหมาะสมกับลูกจ้างแต่ละรายมากขึ้นนอกเหนือรูปแบบการลงทุนรูปแบบเดียวในปัจจุบัน ผลักดันเรื่องการขยายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบอาชีพอิสระ (self - employed) เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเพิ่มการออมเพื่อเกษียณอายุมากขึ้น และส่งเสริมการระดมเงินออมในระยะยาว เช่น การจัดตั้งกองทุนรวมเพื่อสำรองเลี้ยงชีพ (retirement mutual fund - RMF) ซึ่งเป็นการสะสมเงินของลูกจ้างฝ่ายเดียว นอกจากนี้ สำนักงานในฐานะนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะพิจารณาเรื่องการไม่ให้มีข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมแก่สมาชิกในข้อบังคับกองทุน และการคำนวณผลประโยชน์ของลูกจ้างอย่างยุติธรรม โดยจะผลักดันให้กองทุนสำรอง เลี้ยงชีพแบ่งออกเป็นหน่วยย่อย (unitize) ตลอดจนแก้ไขเกี่ยวกับการอนุญาตให้ลูกจ้างออมได้เท่าที่ต้องการโดยไม่ถูกจำกัดจากนายจ้าง

สำนักงานจะกำกับดูแลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เท่าเทียมกับการจัดการ กองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม เช่น จะดำเนินการตรวจสอบการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทจัดการทุกราย โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นการตรวจสอบทรัพย์สิน เพิ่มข้อกำหนดในเรื่องมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้ รัดกุมยิ่งขึ้น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทจัดการที่ต้องการจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าก่อน กำหนดให้แยกทรัพย์สินของกองทุนไปเก็บไว้ที่บุคคลที่สาม คือ ผู้รับฝากทรัพย์สินซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน และได้เพิ่มประเภทผู้ที่จะขอรับความเห็นชอบเป็นผู้รับฝากทรัพย์สิน กำหนดให้ผู้สอบบัญชีของกองทุนที่มีสมาชิกจำนวนมากกว่า 100 รายต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน รวมทั้งเพิ่มความ เข้มงวดในเรื่องคุณสมบัติของผู้จัดการกองทุน (พนักงานของบริษัทจัดการ) โดยกำหนดให้พนักงานของบริษัทจัดการที่รับผิดชอบการจัดการกองทุนต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน และมีคุณสมบัติตามที่กำหนด กล่าวคือ ไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ ตลอดจนต้องผ่านการทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับวิชาชีพ (CISA I หรือ CFA I) และความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และจรรยาบรรณและมาตรฐานในการประกอบวิชาชีพ

ผู้ลงทุน (investor)

          ผู้ลงทุนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนสามารถทำหน้าที่ได้ ผู้ลงทุนหมายความรวมถึงผู้ที่ลงทุนในหลักทรัพย์อยู่แล้ว (มีทั้งผู้ลงทุนรายย่อยและผู้ลงทุนสถาบัน ได้แก่ ธุรกิจจัดการลงทุน กองทุนต่าง ๆ รวมทั้งผู้ลงทุนจากต่างประเทศ) และประชาชนทั่วไปที่มีเงินออม ซึ่งกว่าร้อยละ 80 ได้ลงทุนไว้ในรูปเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ แต่เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันประชาชนเริ่มแสวงหาทางเลือกใหม่ในการลงทุนจากการที่การฝากเงินได้รับดอกเบี้ยในอัตราต่ำ จึงมีผู้ที่สนใจจะลงทุนในหลักทรัพย์จำนวนมากขึ้นทั้งการลงทุนเองโดยตรงและการลงทุนผ่านโครงการกองทุนรวมที่บริหารโดยธุรกิจจัดการลงทุน เป็นผลให้ผู้ลงทุนประเภทนี้ซึ่งถือว่าเป็นผู้ลงทุนสถาบันมีแนวโน้มที่จะมีมากขึ้นด้วย แม้ว่าสำนักงานจะมีความประสงค์ให้มีผู้ลงทุนในตลาดทุนเพิ่มมากขึ้นก็ตาม สำนักงานก็ยังถือเป็นภารกิจหลักที่จะต้องปกป้องผู้ลงทุน โดยการเฝ้าเตือนให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความเสี่ยงในการลงทุนในหลักทรัพย์ (public awareness) รวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องพื้นฐานทางการเงินและการลงทุนในตลาดทุน (investor education) และจะได้ให้ความสำคัญต่อการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์และสถาบันตัวกลาง รวมถึงการจัดให้มีข้อมูลสำหรับผู้ลงทุนอย่างเพียงพอเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างถูกต้อง นอกจากนั้น ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถเอื้อให้การซื้อขายหลักทรัพย์ได้พัฒนาไปสู่การค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งง่ายต่อการทุจริตฉ้อฉล ทำให้ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แนวทางป้องกันที่จะช่วยให้ผู้ลงทุนไม่ตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวงต่าง ๆ ได้ก็คือ การให้ความรู้แก่ผู้ลงทุน อันเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น โดยมีแนวทางดำเนินการดังต่อไปนี้

          สำนักงานจะดำเนินการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนตามโครงการความรู้สู่ผู้ลงทุนด้วยการจัดอบรม สัมมนา การจัดทำสิ่งพิมพ์เผยแพร่ ฯลฯ รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณานำความรู้ด้านการเงินและการลงทุนเสริมเข้าไปในการเรียนการสอนของนักเรียน นักศึกษา เพื่อสร้างฐานความรู้ที่ถูกต้องแก่เยาวชน ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีบทบาทในตลาดทุนต่อไปในอนาคต (เป็นแผนงานเดียวกับที่ปรากฏในตลาดตราสารทุน)

          เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจลงทุนซื้อขายตราสารทางการเงิน สำนักงานจึงได้จัดให้มีศูนย์สารสนเทศตลาดทุนขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งข้อมูลด้านตลาดทุนที่สำคัญแห่งหนึ่งและเป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลด้านตลาดทุนแก่ประชาชนทั่วไป

           หนังสือชี้ชวนเป็นข้อมูลสำคัญของบริษัทผู้ออกและเสนอขายหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนควรได้ศึกษาโดยละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์นั้น ที่ผ่านมา หนังสือชี้ชวนของบริษัทมักมีข้อมูลที่ค่อนข้างซับซ้อนและยากต่อการทำความเข้าใจของผู้ลงทุน สำนักงานจะได้พิจารณาทบทวนให้บริษัทมีการปรับปรุงรูปแบบการเปิดเผยข้อมูลในหนังสือชี้ชวนโดยให้มีการนำเสนอเนื้อหาและรูปแบบที่ผู้ลงทุนสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพื่อจูงใจให้ผู้ลงทุนได้ศึกษาสถานะของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์และสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม

           ในภาวการณ์ที่ตลาดทุนมีความผิดปกติเกิดขึ้น สำนักงานจะได้จัดให้มีการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกับสาธารณชนอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการทุจริตฉ้อฉลต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็จะได้ใช้การแถลงข่าวเป็นเครื่องมือเตือนให้ผู้ลงทุนทราบถึงภาวะความเสี่ยงที่มีอยู่ในขณะนั้น เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการทุจริตฉ้อฉลดังกล่าว

           เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิและผลตอบแทนในฐานะผู้ถือหุ้นอย่างเต็มที่โดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ สำนักงานอยู่ระหว่างการเสนอให้กระทรวงพาณิชย์แก้ไขพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัดฯ เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกสำรับการใช้สิทธิต่าง ๆ ของผู้ถือหุ้น (เป็นแผนงานเดียวกับที่ปรากฏในตลาดตราสารทุน)

           สำนักงานจะผลักดันให้มีกลไกในการรับข้อร้องเรียนของประชาชนที่ได้รับความ เสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ให้บริการในธุรกิจหลักทรัพย์ รวมทั้งการจัดตั้งอนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาตัดสินข้อพิพาทระหว่างลูกค้าและผู้ประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ ในตลาดทุนร่วมกันจัดให้มีกลไกซึ่งจะช่วยคุ้มครองทรัพย์สินของผู้ลงทุนที่ทำธุรกรรมกับสถาบันตัวกลาง เช่น กองทุนเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน (Investor Protection Fund : IPF) และการกำหนดให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจจัดการลงทุนต้องจัดให้มีหลักประกันที่เพียงพอ (surety) เพื่อรองรับการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ลงทุนในกรณีที่มีการฟ้องร้อง เป็นต้น (เป็นแผนงานเดียวกับที่ปรากฏในตลาดตราสารทุนและธุรกิจจัดการลงทุน)

          สำนักงานจะพัฒนาที่ปรึกษาการลงทุนให้มีบทบาทมากขึ้นในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และเป็นผู้แนะนำการลงทุนได้ทุกประเภทหลักทรัพย์ รวมทั้งการวางแผนการลงทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปได้ (เป็นแผนงานเดียวกับที่ปรากฏในตลาดตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้)

          ปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดทุนไทย ดังที่ปรากฏมีบริษัทหลักทรัพย์หลายรายเสนอให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านทาง internet แก่ผู้ลงทุน และในขณะเดียวกัน internet ก็เป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้ลงทุนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถตัดสินใจลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ลงทุนจึงควรได้ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการซื้อขายทาง internet ที่อาจมีขึ้นได้ในกรณีที่ราคาหลักทรัพย์ที่ซื้อขายมีความผันผวนสูง และมีความล่าช้าในเรื่องของเวลาเกิดขึ้นระหว่างเวลาที่ผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อขายกับราคาที่สามารถจับคู่ซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ และอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหายหรือขาดทุนเป็นจำนวนมากจากการลงทุนได้ ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจส่งคำสั่งซื้อขายนอกจากนี้ ภายใต้ภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ (new economy) อันมีเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นตัวเชื่อมโยง ทำให้มีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ internet เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก ซึ่งในอนาคตหากบริษัทเหล่านี้มีการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ รวมทั้งการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนก็ควรจะได้พิจารณาโดยละเอียดถึงศักยภาพของบริษัทก่อนตัดสินใจลงทุน อีกทั้งต้องพิจารณาปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องประกอบการตัดสินใจนอกเหนือไปจากข้อมูลทางการเงินด้วย