8หลักการสร้างสรรค์องค์กรสู่ความเป็นมาตรฐาน

มาตรฐานสากลฉบับร่าง (Draft Internation Standard- DIS) สำหรับ ISO 9000 เวอร์ชั่นปี 2000 ประกาศใช้แล้ว และคาดว่าพฤศจิกายน 2543 นี้จะ เป็นวาระที่เริ่มใช้ มาตรฐานฉบับปรับปรุงใหม่ ชี้ 8 หลักการสำคัญ หนุนองค์ กรนำมาปฏิบัติใช้ แม้ไม่ได้ ISO หวังยกระดับสร้างข้อได้เปรียบทางธุรกิจ

มร.พอล เจมส์ โรแบร์ กรรม การผู้จัดการ บริษัท โรแบร์ แอนด์ แอส โซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันหน่วยงานจดทะเบียน (Certification bodies) ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่ให้การรับรองมาตรฐาน ISO 9000 กำลังปรับปรุงข้อกำหนด ในการตรวจสอบองค์กร ที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา และ ฝึกอบรม ในขณะเดียวกัน องค์กรที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา และฝึกอบรมด้าน ISO 9000 ก็กำลังปรับปรุงโปรแกรมการฝึกอบรม และรูปแบบการให้คำ ปรึกษา

ซึ่งขณะนี้มาตรฐานสากลฉบับร่าง หรือ DIS ฉบับปรับปรุงใหม่ ใกล้จะ เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยได้มีการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว กว่า 99% มาตรฐาน ISO ฉบับใหม่นี้ จะเป็นเครื่องมือ ที่สร้างความสำเร็จ ให้แก่ทุกบริษัท เพราะมีราก ฐาน ในการจัดการด้านคุณภาพ ที่ครอบคลุมด้วยหลัก 8 ประการ ซึ่งหลัก ในการจัดการเหล่านี้ เป็นแนวปฏิบัติ ในการจัดการคุณภาพ ที่ดีที่สุดที่นำเสนอ โดย Dr.Deming ,Crosby, Juran และผู้นำด้านคุณภาพมาตรฐานอื่นๆ ดัง นั้น ไม่ว่ามาตรฐาน ISO 9000:2000 ฉบับปรับปรุงใหม่ จะมีรายละเอียด อย่างไรก็ตาม หรือไม่ว่าองค์กรต่างๆ จะได้รับการรับรองหรือไม่ก็ตาม แต่ละองค์ กร ควรยึดหลักในการจัดการเหล่านี้ เพื่อเป้าหมายในความสำเร็จของธุรกิจ เป็นเป้าหมายหลัก โดยแต่ละหลักการ จะมีสาระที่น่าสนใจคือ

หลักการที่ 1 การเน้นความสำคัญที่ลูกค้า (Customer Focusted Organization) คือองค์กร ที่ระบุสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และองค์กรนั้น สามารถ จัดหาสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ โดยวัดความพึงพอใจ และดูแลความพึงพอใจ ของลูกค้า อย่างต่อเนื่องเป็นสำคัญ

หลักการที่ 2 ความเป็นผู้นำ (Leadership) คือ การกำหนดนโยบาย และวัตถุประสงค์ขององค์กร และแจ้งให้พนักงานทุกคนทราบ โดยการสร้าง วิสัยทัศน์ ทิศทาง และค่านิยมขององค์กร ด้วยการชี้นำ ช่วยเหลือ และให้ อำนาจการตัดสินใจ ให้แก่พนักงานทุกระดับในองค์กร

หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมของพนักงาน (Involvement of People) เพราะเห็นถึงความสำคัญ ของบุคลากร เป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุด โดย จัดให้มีการอบรม บุคลากรอย่างเพียงพอ และกำหนด อำนาจหน้าที่ความรับ ผิดชอบ และสร้างให้ทุกคน มีความรู้สึกเป็นเจ้าของในงาน ที่ตนปฏิบัติอยู่

หลักการที่ 4. การใช้กระบวนการ (Process Approach) คือการ กำหนด สร้างควบคุม และเก็บรักษากระบวนการ ในรูปแบบของเอกสาร เพื่อ สนับสนุนลูกค้า ทั้งภายใน และภายนอก โดยเน้นทรัพยากรที่จำเป็น ในรูป แบบของเอกสาร เครื่องมือ วิธีการ และวัสดุต่างๆ

หลักการที่ 5 การใช้ระบบในการจัดการ (S ystem Approach to Management) คือ การสร้างระบบ และเก็บรักษา ระบบการจัดการด้านคุณภาพ (Quality Management System) ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ตลอดจน สร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ และควบคุมระบบโดยรวม เพื่อให้ตรง ตามวัตถุประสงค์ขององค์กร

หลักการที่ 6. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement ) คือการพิจารณาขอบเขต การพัฒนาปรับปรุง โดยการทบทวนด้านการ จัดการ การตรวจสอ บ การดำเนินการแก้ไขและป้องกัน ทั้งนี้เพราะขอบ เขตการพัฒนาเหล่านี้ จะต้องเป็นไปตามเป้าหมาย ในการพัฒนาที่ท้าทายด้วย

หลักการที่ 7 การใช้ข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ (Factual Approach to Decision Making) เพราะการตัดสินใจ ของฝ่ายบริหาร และทุกคนในองค์กร ต้องเป็นไปตามการวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้จากการรายงาน ตรวจสอบรายการ การแก้ไข ตลอดจนคำตำหนิจากลูกค้า และจากแหล่งอื่นๆ โดยการปรับปรุง จะเน้นที่ การลงค่าใช้จ่าย และเน้นการปรับปรุงผลการปฏิบัติงาน ตลอดจน การเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีอันเหมาะสม

หลักการที่ 8. ความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันกับ ผู้ จำหน่าย คือ การระบุข้อกำหนดความต้องการ เป็นเอกสารอย่างชัดเจน โดยหารือ กับผู้จำหน่าย เพื่อปรับปรุง ระบบการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งกันและกัน เคารพ และมีความตั้งใจร่วมกัน ในการสร้างความพึงพอใจของลูกค้า และการ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง

มร.พอล กล่าวว่า การปฏิบัติ ตามหลักการจัดการด้านคุณภาพเหล่านี้ จะเป็นแนวทางไปสู่ความสำเร็จ ที่องค์กรต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกำไร การเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ว่าองค์กรของท่าน จะขอใบรับรอง มาตรฐานคุณภาพ ISO 9000 เวอร์ชั่นปี 2000 หรือไม่ก็ตาม หากหน่วย งานไหนละเลย ก็อาจทำให้พลาดโอกาสที่สำคัญ ทำให้คู่แข่งก้าวล้ำนำ หน้าไป จนทำให้ต้องพลาดโอกาส การเติบโตทางธุรกิจ ไปอยู่ในกำมือของคู่ แข่ง อย่างน่าเสียดาย

" ปัจจุบันมีบริษัทในประเทศไทย ที่ได้รับใบรับรองระบบมาตรฐาน ISO9000 ประมาณ 1,500 ราย คิดเป็นสัดส่วนเพียง 10% ของผู้ประกอบการ ในประเทศไทยทั้งหมด ในขณะที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ทางการค้า ของไทย มีบริษัทที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 9000 มากกว่าไทยถึง 2 เท่า ยังไม่นับฮ่องกง, สิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้นำที่ให้ความสำคัญ ด้านคุณภาพ ISO 9000 อยู่ในอันดับต้น ๆ"

ในส่วนบริษัท โรแบร์ฯผู้ดำเนินธุรกิจที่ปรึกษา ระบบมาตรฐานด้านคุณ ภาพ ในการเตรียมการด้านบุคลากร เทคนิคความรู้ การจัดการสมัยใหม่ เพื่อให้การศึกษาแก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาธุรกิจของ ตน ให้ก้าวสู่มาตรฐาน ISO 9000 :2000 ได้มากยิ่งชึ้น ซึ่งขณะนี้โรแบร์ฯ ได้ รับเป็นที่ปรึกษา ในการทำระบบ ISO 9000:2000 ให้กับผู้ประกอบการ ใน ประเทศไทย เป็นจำนวนกว่า 40 ราย โดยที่ผ่านมาโรแบร์ฯเป็นที่ปรึกษาให้ กับบริษัทต่างๆ จนได้รับมาตรฐาน ISO 9000 แล้วกว่า 109 ราย

ผู้จัดการ วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2543